Seo คืออะไร คำศัพท์เฉพาะต่างๆ ติดอันดับบน Google ต้องรู้

Seo คืออะไร

Seo คืออะไร

Seo คืออะไร คำศัพท์เฉพาะต่างๆ ติดอันดับบน Google ต้องรู้ การที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราเจริญเติบโตต้องมีการทำ SEO  เพื่อให้การโฆษณาขายสินค้าให้เป็นที่รู้จัก

SEO คืออะไร?

Keyword คือ คำค้นหาที่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์จะค้นหาใน Google และหากคุณต้องการให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับสูงๆ ในการค้นหาผ่านเว็บไซต์ของ Google การเลือกคำ Keyword เลยมีความสำคัญมากจึงแนะนำให้เลือกคำที่มีการแข่งขันไม่สูงมาก และมีคนค้นพอสมควร จากนั้นใส่คำ Keywordเหล่านี้ลงไปในบทความของเรามากๆ เพื่อเน้นให้ Google ทราบว่าใจความหลักของบทความนี้คืออะไร รับทำ Seo

 

ทำไมถึงต้องอยากขึ้นหน้าแรก GOOGLE หรืออันดับแรก

ไม่ใช่เพียงแค่หน้าแรกเท่านั้น แต่การได้ตำแหน่งแรกมาครอบครองคือสิ่งที่ธุรกิจต่างๆ แข่งกันอย่างดุเดือดเพื่อให้เว็บไซต์ของตัวเองได้ไปอยู่ตรงจุดนั้น จากชาร์ตด้านบน (อัปเดตล่าสุด มิถุนายน 2021) คุณจะเห็นได้ว่ายิ่งตำแหน่ง (Position ในแกน X แนวราบ) ขึ้นมาทางหน้าลำดับต้นๆ เท่าไหร่ Click through rate (CTR) หรือจำนวนคลิกที่ได้รับหารด้วยจำนวนการแสดงผล ก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้น ความหมายคือยิ่งหน้าเว็บของคุณอยู่หน้าหลังหน้า 1 หรือ อันดับ 10 ลงไป โอกาสที่คนจะเข้าไปพบเว็บไซต์ของคุณจากการค้นหานั้นแทบไม่เหลือ แน่นอนว่าหน้า 1 และอันดับที่ 1 ได้รับการเข้าถึงสูงที่สุดอย่างปฏิเสธไม่ได้ รับทำ Seo

 

หลักการทั่วๆ ไปดังนี้

  1. เลือก Domain Name ที่เกี่ยวกับเนื้อหาของเว็บไซต์ ตัวอย่างของเว็บไซต์ที่เลือก Domain Name ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา เช่น GameSpot.com ซึ่งตัวเว็บไซต์ ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Game
  2. อัพเดทเนื้อหาบ่อยๆ การอัพเดทเว็บไซต์ให้ทันต่อยุคต่อสมัย อย่างเช่นปัจจุบัน คือการทำให้ตัวเว็บรองรับโมบาย จะทำให้ Search Engine ได้รับข้อมูลใหม่ของเว็บไซต์เราบ่อยๆ โดยปกติแล้ว Search Engine จะชอบเว็บไซต์ที่มีการเพิ่มเนื้อหาสม่ำเสมอ มากกว่าเว็บไซต์ที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง
  3. หาลิงค์จากเว็บไซต์ภายนอก ที่มีเนื้อหาคล้ายๆ กัน ย้ำนะว่าเนื้อหาต้องเกี่ยวข้องกัน ไม่เช่นนั้น Search Engine จะมองว่าเว็บไซต์ที่เราลิงค์ไปนั้นไม่มีคุณภาพ หรือไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา ในเว็บไซต์ที่มัน indexed อยู่ สิ่งนี้จะทำให้เราเว็บไซต์ของเรามีค่าลดลงในสายตาของ Search Engine
  4. อย่ามีแค่เนื้อหา ถ้าคุณมีเวลา คุณสามารถอัพโหลดรูปภาพประกอบเนื้อหาเข้าไปด้วยจะดีมาก เพราะคนที่เข้าชมเว็บไซต์เห็นตัวหนังสือเยอะๆ จะเริ่มเอียน มีรูปภาพบ้างประปราย คนอ่านจะได้พักสายตาบ้าง แถมเว็บไซต์ของคุณอาจจะมีโอกาสไปปรากฏในผลลัพธ์การค้นหารูปภาพของ Search Engine อีกด้วย สองเด้งเลยทีนี้ แน่นอนรวมถึงการอัพไฟล์วีดีโอด้วย ถ้าทำครบได้ก็ดีเลย
  5. ออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายและดูดี เรื่องนี้เป็นสิ่งจำเป็นอีกอย่างหนึ่งนะ คุณลองดูอย่างเว็บไซต์ wikipedia นะ เค้าไม่ได้ออกแบบให้หรูหราอะไรเลย ใช้สีอยู่ไม่กี่สี รูปภาพไม่กี่รูป แต่น่าอ่าน คนใช้แล้วอยากใช้อีก บางเว็บนะ (ไม่ขอเอ่ยชื่อเว็บ) ใช้สีเยอะแยะรูปเยอะไปหมด เปลี่ยนรูปตัวชี้เมาส์เราอีกตะหาก เว็บเหล่านี้แหละที่จะไม่ค่อยกลับมาใช้อีกเพราะว่ามันใช้ลำบาก

 

คำศัพท์

  • Search Engine คือ เครื่องมือในการค้นหา เช่น Google, Yahoo, Bing
  • Ranking คือ การจัดอันดับหน้าเว็บไซต์เมื่อค้นหา
  • Blog คือ บทความที่ถูกเขียนเพื่อจุดประสงค์ในการให้ความรู้ แสดงความคิดเห็น ความสนุก ไม่มีการแฝงโฆษณา และสรุปประเด็นจบใน 1 บทความ
  • Onsite คือ ข้อความหรือรายละเอียดที่ปรากฎบนหน้าเว็บไซต์ เช่น ข้อมูลสินค้า ข้อมูลบริการ รายละเอียดบริษัท ฯลฯ
  • SEO Outreach คือ บทความที่ถูกส่งไปเพื่อลงในเว็บไซต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งจะมีการใส่ลิงก์และKeywordลงไปเพื่อให้คุณคลิกแล้วกลับเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ของเจ้าของบทความ
  • Optimise คือ การจัดการดูแลจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
  • Keyword คือ คำที่ใช้ในการค้นหา
  • Search Volume คือ จำนวนการค้นหาคำ Keyword นั้นๆ ว่ามีการค้นหาทั้งหมดกี่ครั้ง
  • Anchor Link คือ ลิงก์ที่ถูกใส่เอาไว้ในคำที่เป็น Keyword ต่างๆ จุดประสงค์เพื่อขยายความหมาย ข้อมูล ของคำๆ นั้น โดยที่ไม่ต้องแทรกเข้าไปในบทความ
  • Content คือ คำโดยรวมที่ใช้สำหรับเรียกแทนเนื้อหา โดยนับรวมทั้ง ตัวหนังสือ ภาพ และองค์ประกอบอื่นๆ เช่น Blog Content, Outreach Content ฯลฯ ก็หมายถึง ประเด็นที่เขียน เนื้อหา รวมถึงภาพ วิดีโอ ทุกสิ่งที่ใส่เข้าไปในบทความนั้นๆ
  • Backlink คือ ลิงก์ที่ถูกใส่ไปกับคอนเทนต์ หรือถูกแฝงอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของเว็บภายนอก โดยมีการตั้งเป้าให้ลิงก์กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา (เอาไว้ใส่ใน Outreach คอนเทนต์)
  • Organic คือ ในที่นี้คือ การกระทำทางด้านการตลาดที่ไม่ผ่านการซื้อโฆษณา
  • Organic Search คือ ผลลัพธ์การค้นหาที่แสดงขึ้นมาบนหน้า Search result โดยที่ไม่ผ่านการจ่ายเงินเพื่อแสดง

Algorithm (อัลกอริทึม) ที่ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ซึ่งเป็น Search Engine หลักที่นิยมใช้ในประเทศไทยและในหลายประเทศทั่วโลกนั้นมีอยู่มากกว่า 100 ปัจจัย แต่เราสามารถสรุป Algorithm ได้เป็น 2 ปัจจัยหลัก คือ

1. ปัจจัยภายใน (On-page / Micro)

ปัจจัยภายในนั้นมาจากการปรับแต่งตัวโครงสร้างเว็บไซต์และเนื้อหาภายในเว็บไซต์ เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO ให้ติดอันดับ ได้แก่

– Crawl Ability : โครงสร้างของเว็บไซต์ที่เอื้อต่อการเก็บข้อมูลของ Search Engine

– Site Volume : จำนวนหน้าภายในเว็บไซต์ (Index)

– Site Theme : ลิงค์เชื่อมโยงเนื้อหาภายในเว็บไซต์ (Internal Link)

– Text Match : การเลือกใช้คำที่เกี่ยวข้องกับ Keyword ตลอดจนคุณภาพและปริมาณของเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ Keyword ปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานของผู้ใช้ (User Experience (UX)) เช่น

– PageSpeed : ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์

– Mobile friendly : เว็บไซต์ใช้งานได้ง่ายบนโทรศัพท์มือถือและรองรับขนาดหน้าจอที่มีขนาดแตกต่างกัน (Responsive Web Design)

– Safe Browsing : ความปลอดภัยในการใช้งาน ซึ่งเว็บไซต์ต้องไม่มีการฝัง Malware (มัลแวร์) หรือ Spam (สแปม)

– HTTPS : การใช้ SSL Certificate ซึ่งช่วยป้องกันการดักข้อมูลต่างๆ ที่ผู้ใช้กรอกในเว็บไซต์ เช่น ข้อมูลส่วนตัว เลขบัตรเครดิต

– Intrusive Interstitial : ไม่มีโฆษณาที่แสดงขึ้นมาจนบังเนื้อหาหลักของเว็บไซต์ เช่น Popup Ads (โฆษณาป๊อปอัป)

 

2. ปัจจัยภายนอก (Off-page / Macro)

ปัจจัยจากภายนอกนั้นคือ Backlink หรือลิงค์จากเว็บไซต์อื่น (External Link) โดยอาจเป็นลิงค์ที่ผู้อื่นสร้างให้เว็บไซต์ของเรา เช่น การอ้างอิงที่มาของข้อมูล  หรือลิงค์ที่เราสร้างด้วยตัวเราเอง เช่น การไปลงบทความในเว็บไซต์อื่น การลงทะเบียนเว็บไซต์ในสารบัญเว็บไซต์ ซึ่งปัจจัยภายนอกนี้สามารถแบ่งได้เป็น

– Link Popularity : ปริมาณ Backlink ที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของเรา

– Site Theme : คุณภาพของเนื้อหาและ Backlink ที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของเรา

 

SEO

1. วางกลยุทธ์ในระยะยาว

2. ไม่ต้องเสียค่าคลิก (Organic)

3. ใช้เวลาในการไต่อันดับ (เฉลี่ย 3-7 เดือน อยู่ที่การแข่งขัน)

4. หาก SEO แข็งแรงแล้ว และหยุดทำสักระยะ อันดับก็มีโอาสที่ติดอยู่อย่างนั้น

5. เน้นการทำอย่างต่อเนื่อง และการปรับ Optimize ในหลายๆ องค์ประกอบ

6. ใช้ทีมงานหลายฝ่าย เช่น SEO Specialist, Programmer, Off-page Specialist, Content Writer, Graphic Designer

7. ไม่จำกัดคลิกที่เข้าเว็บไซต์

8. ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า

9. เมื่อโควิดมาเยือน และจำเป็นต้องปิดโฆษณาอื่นๆ ลูกค้าอาจยังค้นหาเจอ และเข้าเว็บไซต์จาก SEO

 

SEM (Google Ads)

1. วางกลยุทธ์ระยะสั้น กลาง และยาว

2. เสียค่าโฆษณาให้ Google ตามจำนวนคลิก (PPC)

3. โฆษณาขึ้นแสดงได้ทันที (ไม่เกิน 24 ชั่วโมง)

4. หากหยุดโฆษณา ก็จะหายไปจากการแสดงผลบน Google เลยทันที

5. เพิ่มลด Keyword ได้ตามต้องการ ปรับคำโฆษณาได้ตลอด

6. เน้นการ Optimize แคมเปญ เพราะหาก Optimize ไม่เป็น หรือเซ็ตระบบไม่เป็นจะเสียค่าโฆษณาไปโดยไม่รู้ตัว

7. ใช้ทีมงานไม่กี่คนในการ Optimize ระบบ ดูแลเรื่อง Tracking

8. หากต้องการเพิ่มคลิก หรือยอดขาย ต้องเพิ่มงบค่าโฆษณา

9. หากคู่แข่งเพิ่มงบ และเพิ่ม Bidding เราอาจต้องปรับเพิ่มตาม ไม่เช่นนั้นการแสดงผลอาจลดลง

10. ระบุกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกลุ่ม เช่น เพศ ​อายุ จังหวัด

 

ประโยชน์หลักๆ จากการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์มาติดหน้าแรก

  1. ไม่เสียเงินค่าโฆษณาต่อการคลิกเหมือน Google Ads
  2. เป็นกลยุทธ์ในการทำ Search Marketing อย่างยั่งยืนในระยะยาว เช่น ในช่วง COVID-19 ใครที่ทำ SEO มาก่อนหน้านี้ก็ไม่ต้องเสียค่าโฆษณา แต่ยังมี Traffic เข้าเว็บไซต์ โดยหากพึ่งแต่ Google Ads อย่างเดียว พอปิดโฆษณา Traffic ก็หายเลย.
  3. สร้างความน่าเชื่อถือ เนื่องจากลูกค้าบางคนจะมองว่าเป็นเว็บไซต์ที่ดีจริง จึงมาขึ้นหน้าแรก ต่างจากการขึ้นแบบโฆษณา ที่ใครๆ ก็สามารถจ่ายเงินและขึ้นหน้าแรกได้เลย
  4. ลดต้นทุนในการทำการตลาดออนไลน์ เพิ่ม ROI
  5. ลดการพึงพา Traffic จากการโฆษณา และ Social Media เน้น Organic Traffic ที่ส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว
  6. เหมาะกับทั้งธุรกิจแบบ B2B และ B2C เพียงเลือกทำ SEO ให้ถูก Keyword
  7. สร้าง Brand Awareness ในกรณีที่เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกในหลาย Keyword ผู้ที่ค้นหาก็จะเริ่มคุ้นกับเว็บไซต์ และเราจดจำแบรนด์ได้
  8. เพิ่ม Market Share บนช่องทางออนไลน์ เพราะหากเว็บไซต์แสดงบน Google เยอะ ลูกค้าคลิกเข้ามาเยอะ ก็มีโอกาสสร้างยอดขายได้สูงขึ้น เทียบกับคู่แข่งที่ไม่ได้ทำ​ SEO เลย
  9. เพิ่ม Followers หรือ ผู้ติดตามบน Social Media ในกรณีที่คุณทำ Blog ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ ผู้อ่านก็จะเริ่มอยากติดตามเพื่ออัพเดทความรู้ใหม่ๆ

 

ขั้นตอนการทำ SEO มี 6 ขั้นตอนดังนี้

  1. เข้าใจการทำงานของ Search Engine
  2. ทำ Keyword Research หาและเลือกคำค้นมาใช้กับเว็บไซต์
  3. ออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ที่ดีต่อ SEO
  4. ปรับแต่งเว็บเพจให้มีติดอันดับ  (On-page SEO)
  5. ทำ Link Building เรียก Backlink คุณภาพ
  6. ตรวจสอบอันดับบน Search Engine

SEO คืออะไร? มีประโยชน์กับเว็บไซต์และสำคัญอย่างไร ?

SEO
SEO

SEO คืออะไร? มีประโยชน์กับเว็บไซต์และสำคัญอย่างไร ? ปัจจัยในการทำ SEO มีอะไรบ้าง เข้าใจง่าย ไม่ต้องมีพื้นฐาน

SEO คือ การทำให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกบน Search result เช่น Google เพื่อให้ไม่ว่าใครจะหาอะไร ก็เจอเว็บไซต์ของคุณที่พร้อมจะให้คำตอบในสิ่งที่คนถามบนหน้าการค้นหานั้น ยิ่งตำแหน่งที่อยู่แสดงผลสูงเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มโอกาสให้คนเข้าถึงเว็บไซต์มากเท่านั้น และอาจได้ยอดขายในท้ายสุด

หลักการทำคำค้นหาให้ติดอันดับได้มีง่ายๆ ดังนี้

  • ใช้ H1 กับ Title ที่มีคำค้นหา
  • ใช้ H2 กับ Longtail Keyword
  • เขียนเนื้อหาให้มีประโยชน์ต่อผู้ที่เข้ามาอ่าน
  • เขียน Title และ Description ให้มี Keywords อยู่ด้วย และ น่าสนใจ

หลักการทำมีแค่นี้เองครับ ง่ายใช่ไหมล่ะ ไม่ง่ายแบบนี้หรอกครับ ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมา เป็นแค่ส่วนเดียวใน 8 ขั้นตอนที่ต้องทำให้ การทำ SEO ที่ทาง Digitide ตั้งใจทำบทความนี้มาเพื่อแบ่งปันให้อ่านกัน

SEO มีความสำคัญอย่างไร ทำไมถึงต้องทำ?

ความสำคัญของการทำ SEO มีหลายประการ เช่น เปิดโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น ส่งผลให้คุณสามารถขยายฐานลูกค้าและยอดขาย เรามาดู 3 เหตุผลหลัก ที่คุณในฐานะนักธุรกิจควรพินิจคิดคำนึงนำ SEO ไปเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การโปรโมตสินค้าออนไลน์

1. โอกาสในการเข้าถึงผู้คน

เกือบ 60% ของการเข้าชมทั้งหมดในโลกอินเตอร์เน็ตเริ่มต้นด้วยการค้นหาสิ่งต่างๆ ใน Google และถ้ารวมเครื่องมือค้นหายอดนิยมอื่นๆ (เช่น Bing, Yahoo และ YouTube) เข้าไปด้วยจะทำให้ตัวเลขถึบตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ 70% ของการเข้าชมทั้งหมด

2. น่าเชื่อถือมากกว่าโฆษณา

ในสายตาผู้ใช้งานจะมองว่าผลการค้นหาทั่วไปน่าเชื่อถือมากกว่าผลลัพธ์ที่ต้องชำระเงินจึงมีคนคลิกมากกว่า ตัวอย่างเช่น มีเพียงประมาณ 2.8% ของผู้ใช้งานเท่านั้นที่คลิกโฆษณา ที่เหลือคลิกผลลัพธ์ทั่วไป

3. ช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

SEO เป็นหนึ่งในไม่กี่ช่องทางการตลาดออนไลน์ที่เมื่อทำถูกต้องตามหลักการ เช่น คุณมีเนื้อหาชนิดที่เรียกว่าดีแบบหาตัวจับได้ยาก เป็นต้น อันดับที่คุณได้มักจะอยู่อย่างนั้น ลากยาวไป ในขณะเดียวกันเมื่อคุณหยุดจ่ายเงินค่าโฆษณาเมื่อไร Google ก็จะหยุดส่งคนให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเมื่อนั้น

ทำไมตำแหน่งบน SEO แกว่งไปแกว่งมา

หากคุณมีเว็บไซต์และลองสังเกตดูจะเห็นว่าบางทีก็ขึ้นอันดับ 12 อีกวัน ขึ้นมา 10 อีกวัน ตกไป 14 จากนั้นก็ขึ้นมา 9 (หน้าแรก) แล้วก็ตกกลับไปอันดับ 11 ซึ่งคนที่เริ่มทำ SEO ใหม่ๆ ก็อาจจะหงุดหงิดได้เป็นธรรมดา

เหตุผลที่อันดับแกว่งไปมาส่วนใหญ่มาจากที่เว็บของคุณยังทำ SEO ได้ไม่แข็งแรง และปัจจัยอื่นๆ เช่น

  • โครงสร้างของเว็บไซต์ไม่แข็งแรง และไม่เป็นระบบ อาจทำให้ Google งง เช่น มี Duplicate Pages หรือ Duplicate Contents เป็นต้น
  • การปรับของ Google Algorithm ที่มีอัพเดทออกมาแทบจะทุกวัน ซึ่งหากเว็บไซต์เราไม่ผ่านเกณฑ์ก็อาจได้รับผลกระทบ
  • การ Crawl ของ Google Bot ซึ่งจะเข้ามา Crawl ในเว็บบ่อยอยู่เหมือนกัน หากคุณปรับเว็บในส่วนที่กระทบกับ SEO หรือการ Crawl ของ Google Bot ก็อาจทำให้ Ranking ตกลงได้ เช่น ปรับแล้วทำให้ Page Speed ช้าลง เป็นต้น
  • SEO ของเว็บไซต์คุณยังไม่แข็งแรง ในขณะที่คู่แข่งขยันทำ SEO กันอย่างต่อเนื่อง เพราะหาก Google เจอว่ามีเว็บไหนดีกว่าของคุณ ก็อาจปรับเว็บนั้นๆ มาแสดงเหนือกว่าได้
  • ปัจจัยอื่นๆ เช่น Social Signal, Link Profile และ User Experience
  • เว็บไซต์ไม่ปลอดภัย เป็นภัยต่อผู้ใช้ เช่น ระบบ SSL ไม่ทำงาน หรือเว็บไซต์โดนแฮก เป็นต้น
  • เว็บไซต์เพิ่งเปิดใหม่ อายุการใช้งานยังไม่นาน (Google จะเริ่มหันมามองหากเว็บไซต์มีอายุอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป)

ยิ่งหากเว็บไซต์ที่อยู่ตำแหน่งต่ำเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเกิดการแกว่งได้มากเท่านั้น เช่นเดียวกับเว็บที่ SEO ยังไม่แข็งแรง โดยหากเปรียบเทียบเว็บไซต์ A ที่อยู่อันดับ 25 กับ เว็บไซต์ B ที่อยู่อันดับ 5 แน่นอนว่าเว็บ B มีโอกาสแกว่งสูง เช่น เมื่อวาน 25 วันนี้ 30 ในขณะที่เว็บ A เมื่อวานอาจจะอยู่อันดับ 5 วันนี้อาจจะเป็นอันดับ 6

Google ทำงานอย่างไรในการเอาหน้าเว็บไปแสดง

แม้การทำงานของ Google จะซับซ้อนมากพอสมควร และเราสามารถสรุปง่ายๆ เป็น 3 ขั้นตอนหลักๆ ในการที่เว็บไซต์ของเราถูกตรวจสอบโดย Google และนำไปแสดงผล

  1. Google Bot ทำการ Crawl เข้าไปบนแต่ละหน้าของเว็บไซต์
  2. ทำการ Index หน้าที่ผ่านการ Optimize แล้วเข้าไปในลิสต์
  3. เมื่อมีคนค้นหาบน Google ระบบก็จะเลือกเว็บไซต์ในลิสต์ที่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้มากที่สุดในทุกๆ ด้านมาขึ้นแสดง

ดังนั้นเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีการทำ SEO หรือทำ SEO ยังไม่เต็มที่ ก็มีโอกาสที่ Google Bot จะพบว่าไม่ผ่านการ Optimized จึงไม่ถูกนำเข้าในลิสต์ ส่งผลให้ไม่ถูกนำไปแสดง

ในขณะเดียวกัน ถึงแม้เว็บไซต์ถูก Index ในขั้นตอนที่ 2 แล้ว แต่ Google ก็ยังมองว่าเว็บไซต์คุณยังไม่เป็นประโยชน์เท่ากับอีกหลายๆ เว็บ ก็อาจทำให้ไม่ถูกนำไปแสดงผลเช่นกัน หรืออาจจะแสดง แต่แสดงในตำแหน่งที่ต่ำ

เปรียบเทียบ ข้อดี ข้อเสีย ของ SEO กับ SEM (Google Ads)

หลายคนยังสงสัยว่า SEO และ SEM ต่างกันอย่างไร เรามาลองเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย และการทำงานของ SEO และ SEM ไปพร้อมๆ กัน

ถึงแม้ Google Ads กับ SEO จะเป็นวิธีที่ช่วยให้เว็บไซต์ติดหน้าค้นหา Google แต่ 2 อย่างนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งวิธีการทำ การแสดงผล กลยุทธ์ และค่าใช้จ่าย

SEO Marketing คือ อีกหนึ่งในช่องทางการตลาดออนไลน์ที่สำคัญ และเป็นพื้นฐานของการทำธุรกิจบนช่องทางออนไลน์ เพราะเป็นอีกหนึ่งในวิธีในการช่วยให้เว็บไซต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพิ่ม Organic Traffic ที่กำลังมองหาสินค้า หรือบริการเข้าเว็บไซต์ และเพิ่มยอดขายบนช่องทางออนไลน์

SEM คือ Search Engine Marketing หมายถึงการทำการตลาดบนเครื่องมือค้นหาอย่าง Google โดยจริงๆ แล้วจะรวมทั้ง การทำ SEO และการลงโฆษณาผ่านระบบ Google Ads แต่หลายคนมักจะใช้คำว่า SEM แทนการทำโฆษณาแบบ Google Ads ดังนั้นหากได้ยินคนพูดถึง “SEM” หรือในบทความนี้ที่เราพูดถึง​ SEM ก็หมายถึงการลงโฆษณาผ่านระบบ Google Ads หรือเรียกว่า PPC (Pay Per Click) ซึ่งการทำงานของระบบโฆษณาจะเป็นลักษณะประมูลค่าคลิก หรือ Bidding​ โดยเราสามารถกำหนด Max. CPC (Maximum Cost per Click) ได้ว่าเรายินดีจะจ่ายให้ Google กี่บาทต่อ 1 คลิก

SEO

  • วางกลยุทธ์ในระยะยาว
  • ไม่ต้องเสียค่าคลิก (Organic)
  • ใช้เวลาในการไต่อันดับ (เฉลี่ย 3-7 เดือน อยู่ที่การแข่งขัน)
  • หาก SEO แข็งแรงแล้ว และหยุดทำสักระยะ อันดับก็มีโอาสที่ติดอยู่อย่างนั้น
  • เน้นการทำอย่างต่อเนื่อง และการปรับ Optimize ในหลายๆ องค์ประกอบ
  • ใช้ทีมงานหลายฝ่าย เช่น SEO Specialist, Programmer, Off-page Specialist, Content Writer, Graphic Designer
  • ไม่จำกัดคลิกที่เข้าเว็บไซต์
  • ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า
  • เมื่อโควิดมาเยือน และจำเป็นต้องปิดโฆษณาอื่นๆ ลูกค้าอาจยังค้นหาเจอ และเข้าเว็บไซต์จาก SEO

 

SEM (Google Ads)

  • วางกลยุทธ์ระยะสั้น กลาง และยาว
  • เสียค่าโฆษณาให้ Google ตามจำนวนคลิก (PPC)
  • โฆษณาขึ้นแสดงได้ทันที (ไม่เกิน 24 ชั่วโมง)
  • หากหยุดโฆษณา ก็จะหายไปจากการแสดงผลบน Google เลยทันที
  • เพิ่มลด Keyword ได้ตามต้องการ ปรับคำโฆษณาได้ตลอด
  • เน้นการ Optimize แคมเปญ เพราะหาก Optimize ไม่เป็น หรือเซ็ตระบบไม่เป็นจะเสียค่าโฆษณาไปโดยไม่รู้ตัว
  • ใช้ทีมงานไม่กี่คนในการ Optimize ระบบ ดูแลเรื่อง Tracking
  • หากต้องการเพิ่มคลิก หรือยอดขาย ต้องเพิ่มงบค่าโฆษณา
  • หากคู่แข่งเพิ่มงบ และเพิ่ม Bidding เราอาจต้องปรับเพิ่มตาม ไม่เช่นนั้นการแสดงผลอาจลดลง
  • ระบุกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกลุ่ม เช่น เพศ ​อายุ จังหวัด

ประโยชน์ และ ความสำคัญของการทำ SEO

SEO คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร สําคัญอย่างไร .. เป็นคำถามที่หลายคนยังสงสัย เราจะตอบคำถามนี้ด้วยการดูกราฟ Organic Traffic จาก SEO กัน

Traffic หรือจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์จาก SEO เป็น Organic Traffic ที่เราไม่ต้องไปเสียเงินค่าโฆษณา ดังนั้นยิ่งมี Traffic เข้ามาที่เว็บไซต์มากเท่าไหร่ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจมากเท่านั้น เพราะยอดขายก็จะตามมา แต่ก็อยู่ที่ Keyword ด้วย หากคุณรับตัดผ้าม่าน แต่เว็บไซต์ไปติดหน้า Google ใน Keyword “สอนตัดผ้าม่าน” แบบนี้ก็คงไม่ได้ยอดขาย เพราะคนที่ค้นหาว่า สอนตัดผ้าม่าน ต้องการค้นหาที่เรียน ไม่ได้หาบริการ

เมื่อทำ SEO และวัดผลอย่างต่อเนื่อง กราฟของผู้เข้าชมเว็บไซต์ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเหมือนภาพด้านล่าง ซึ่งขอย้ำว่า เป็น Organic Traffic ที่ไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาสักบาท แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับระดับความจริงจังของการทำ SEO ด้วย เพราะกราฟนี้จะเกิดขึ้นหากทำอย่างต่อเนื่องจน SEO แข็งแรง

 

ศัพท์ที่ต้องรู้

  • Search Engine คือ เครื่องมือในการค้นหา เช่น Google, Yahoo, Bing
  • Ranking คือ การจัดอันดับหน้าเว็บไซต์เมื่อค้นหา
  • Blog คือ บทความที่ถูกเขียนเพื่อจุดประสงค์ในการให้ความรู้ แสดงความคิดเห็น ความสนุก ไม่มีการแฝงโฆษณา และสรุปประเด็นจบใน 1 บทความ
  • Onsite คือ ข้อความหรือรายละเอียดที่ปรากฎบนหน้าเว็บไซต์ เช่น ข้อมูลสินค้า ข้อมูลบริการ รายละเอียดบริษัท ฯลฯ
  • SEO Outreach คือ บทความที่ถูกส่งไปเพื่อลงในเว็บไซต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งจะมีการใส่ลิงก์และKeywordลงไปเพื่อให้คุณคลิกแล้วกลับเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ของเจ้าของบทความ
  • Optimise คือ การจัดการดูแลจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รับทำ seo
  • Keyword คือ คำที่ใช้ในการค้นหา
  • Search Volume คือ จำนวนการค้นหาคำ Keyword นั้นๆ ว่ามีการค้นหาทั้งหมดกี่ครั้ง
  • Anchor Link คือ ลิงก์ที่ถูกใส่เอาไว้ในคำที่เป็น Keyword ต่างๆ จุดประสงค์เพื่อขยายความหมาย ข้อมูล ของคำๆ นั้น โดยที่ไม่ต้องแทรกเข้าไปในบทความ
  • Content คือ คำโดยรวมที่ใช้สำหรับเรียกแทนเนื้อหา โดยนับรวมทั้ง ตัวหนังสือ ภาพ และองค์ประกอบอื่นๆ เช่น Blog Content, Outreach Content ฯลฯ ก็หมายถึง ประเด็นที่เขียน เนื้อหา รวมถึงภาพ วิดีโอ ทุกสิ่งที่ใส่เข้าไปในบทความนั้นๆ
  • Backlink คือ ลิงก์ที่ถูกใส่ไปกับคอนเทนต์ หรือถูกแฝงอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของเว็บภายนอก โดยมีการตั้งเป้าให้ลิงก์กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา (เอาไว้ใส่ใน Outreach คอนเทนต์)
  • Organic คือ ในที่นี้คือ การกระทำทางด้านการตลาดที่ไม่ผ่านการซื้อโฆษณา
  • Organic Search คือ ผลลัพธ์การค้นหาที่แสดงขึ้นมาบนหน้า Search result โดยที่ไม่ผ่านการจ่ายเงินเพื่อแสดง