นิกกี้ ณฉัตร เปิดใจประเด็นร้อนหลังถูกถล่มในไอจี ลั่นหากใครติดตามจะรู้จุดยืน

นิกกี้ ณฉัตร
นิกกี้ ณฉัตร

นิกกี้ ณฉัตร เปิดใจประเด็นร้อนหลังถูกถล่มใน ไอจี ลั่นหากใครติดตามจะรู้จุดยืน เปิดใจหลังถูกถล่มในไอจีดราม่าเป็นสลิ่มจากการเข้าไปคอมเมนต์ ส่งหัวใจโพสต์ของ เจนนิเฟอร์ คิ้ม บอกเรานับถือและสนิทกัน

กลายเป็นประเด็นที่ นิกกี้ ณฉัตร ถูกถล่มกลางไอจีดราม่าเป็นสลิ่มหลังเข้าไปคอมเมนต์ในโพสต์ของ เจนนิเฟอร์ คิ้ม ด้วยการส่งอีโมจิเป็นรูปหัวใจให้ 3 ดวง โดยเจ้าตัวได้พูดไว้บางช่วงบางตอนระหว่างไลฟ์ในเพจของ น้าเน็ก nanake555 ซึ่งเจ้าตัวได้ขอพูดเปิดใจไว้บอกว่าสนิทและนับถือ เจนนิเฟอร์ คิ้ม พร้อมกับบอกว่าตนเองก็มีจุดยืนเช่นกัน

“เรื่องนี้มันมาจากคอมเมนต์ให้กับ เจนนิเฟอร์ คิ้ม ก่อนหน้านั้น เจนนิเฟอร์ คิ้ม เขาลงภาพในอินสตาแกรมและมีดราม่าอะไรกันเยอะแยะ ผมด้วยความเป็นลูกของเจนนิเฟอร์ คิ้ม เพราะว่าผมสนิทกับเขา ผมเลยเฟซไทม์ไปหาเขาและก็บอกว่า แม่ใจเย็นๆ  แม่อยู่นิ่งๆ อย่าไปด่าใคร ผมคุยปุ๊บ เจนนิเฟอร์ คิ้ม ก็บอกว่าโอเคนิกกี้ไม่ต้องมาห่วงนะ เดี๋ยวจะนิ่งๆ แล้วจะไม่โพสต์อะไรแล้ว ก็วางไป”

“อีกวันเราก็เห็นโพสต์อีกแล้ว เราเห็นก็อ้าวแม่หลุดอีกแล้ว ก็เข้าไปส่งหัวใจให้ 3 ดวง จากนั้นผมก็ไปทำงาน พอตอนบ่ายมาดูปุ๊บคนด่าเราเยอะมาก มีบูดบ้าง มีสลิ่มบ้าง เขามาพิมพ์ด่าผม และผมด้วยความที่เป็นเด็กและเห็นใครพิมพ์มาแบบนี้ก็ขึ้นเลย ก็เลยไปพิมพ์ว่าเขาว่า เป็นเหี้_อะไร ที่นี้เละเลย”

ทั้งนี้ นิกกี้ ได้พูดถึงมุมตนเองไว้ว่า “ถ้าเกิดตามไอจีผมจะรู้ว่าผมโพสต์อะไรมั่ง ผมมีจุดยืนของผมยังไง” และปิดท้ายด้วยว่า “พี่คิ้มเป็นแม่ผม บางอย่างผมไม่ได้คิดเหมือนกันผมหรอกครับ แต่จะให้ผมไปเกลียดเขาเหรอครับ”

แบงค์ วงแคลช แอบเจ็บปวด ไว้ผมยาวเป็นเหตุ ถกกันสนั่นแค่คล้ายแต่ไม่ใช่ตัวจริง

แบงค์ วงแคลช
แบงค์ วงแคลช

แบงค์ วงแคลช แอบเจ็บปวด ไว้ผมยาวเป็นเหตุ ถกกันสนั่นแค่คล้ายแต่ไม่ใช่ตัวจริง

เพราะการที่ตัดสินใจเปลี่ยนลุคไว้ผมยาวแทนการตัดสกินเฮด ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ไปแล้วดูบ้าง
สำหรับนักร้องหนุ่ม แบงค์-ปรีติ บารมีอนันต์ หรือ แบงค์ วงแคลช จึงทำให้แฟนๆ หลายคนอาจยังไม่คุ้นชินเท่าไหร่

ซึ่งล่าสุดก็ได้เกิดเรื่องเกินคาดขึ้น เมื่อ แบงค์ วงแคลช ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม @bankclash2019 ไว้ว่า
“เมื่อผมยาวแล้วก็ไม่มีใครจำปรีติได้ และเป็นที่ถกเถียงกันหลายพันคอมเมนต์ เนื่องจากมีผู้ใช้ Tiktok รายหนึ่ง(ซึ่งไม่ใช่ผม) ได้นำคลิปจาก Joox Karaoke (duet) ไปลงไว้….ไม่ถึง 1 วันปาไป 2 ล้านกว่าวิว….เชิญอ่านคอมเมนต์ในภาพเพื่อความบันเทิงครับ”

โดยความคิดเห็นจากแฟนคลับหลายคนต่างก็ได้ถกเถียงกันยกใหญ่ว่าสรุปแล้วตัวจริงหรือตัวปลอม อาทิ “เอาตรงๆ ไม่เฉลยผมไม่รู้เลย นึกว่าแบงค์จริงๆ”, “ดูตั้งนาน…มาอ่านคอมเมนต์ถึงรู้ว่าไม่ใช่พี่แบงค์…แต่ทำไมเหมือนจัง”, “โอเคค่ะผ่านเลย เสียง 85 เปอร์เซ็นต์ หน้าตาเกือบล่ะ 95 เปอร์เซ็นต์ เยี่ยม สู้ๆ ค่ะ ได้ขนาดนี้ถือว่าเก่งแล้วค่ะ จะเป็น fc ด้วยคนนะ”, “ตั้งแต่ดูมา คนนี้เหมือนพี่แบงค์สุดละ”, “โห ดูตั้ง 6 รอบนึกว่าพี่แบงค์ ที่ไหนได้แบงค์กงเต็ก” เป็นต้น

SEO คืออะไร? มีประโยชน์กับเว็บไซต์และสำคัญอย่างไร ?

SEO
SEO

SEO คืออะไร? มีประโยชน์กับเว็บไซต์และสำคัญอย่างไร ? ปัจจัยในการทำ SEO มีอะไรบ้าง เข้าใจง่าย ไม่ต้องมีพื้นฐาน

SEO คือ การทำให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกบน Search result เช่น Google เพื่อให้ไม่ว่าใครจะหาอะไร ก็เจอเว็บไซต์ของคุณที่พร้อมจะให้คำตอบในสิ่งที่คนถามบนหน้าการค้นหานั้น ยิ่งตำแหน่งที่อยู่แสดงผลสูงเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มโอกาสให้คนเข้าถึงเว็บไซต์มากเท่านั้น และอาจได้ยอดขายในท้ายสุด

หลักการทำคำค้นหาให้ติดอันดับได้มีง่ายๆ ดังนี้

  • ใช้ H1 กับ Title ที่มีคำค้นหา
  • ใช้ H2 กับ Longtail Keyword
  • เขียนเนื้อหาให้มีประโยชน์ต่อผู้ที่เข้ามาอ่าน
  • เขียน Title และ Description ให้มี Keywords อยู่ด้วย และ น่าสนใจ

หลักการทำมีแค่นี้เองครับ ง่ายใช่ไหมล่ะ ไม่ง่ายแบบนี้หรอกครับ ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมา เป็นแค่ส่วนเดียวใน 8 ขั้นตอนที่ต้องทำให้ การทำ SEO ที่ทาง Digitide ตั้งใจทำบทความนี้มาเพื่อแบ่งปันให้อ่านกัน

SEO มีความสำคัญอย่างไร ทำไมถึงต้องทำ?

ความสำคัญของการทำ SEO มีหลายประการ เช่น เปิดโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น ส่งผลให้คุณสามารถขยายฐานลูกค้าและยอดขาย เรามาดู 3 เหตุผลหลัก ที่คุณในฐานะนักธุรกิจควรพินิจคิดคำนึงนำ SEO ไปเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การโปรโมตสินค้าออนไลน์

1. โอกาสในการเข้าถึงผู้คน

เกือบ 60% ของการเข้าชมทั้งหมดในโลกอินเตอร์เน็ตเริ่มต้นด้วยการค้นหาสิ่งต่างๆ ใน Google และถ้ารวมเครื่องมือค้นหายอดนิยมอื่นๆ (เช่น Bing, Yahoo และ YouTube) เข้าไปด้วยจะทำให้ตัวเลขถึบตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ 70% ของการเข้าชมทั้งหมด

2. น่าเชื่อถือมากกว่าโฆษณา

ในสายตาผู้ใช้งานจะมองว่าผลการค้นหาทั่วไปน่าเชื่อถือมากกว่าผลลัพธ์ที่ต้องชำระเงินจึงมีคนคลิกมากกว่า ตัวอย่างเช่น มีเพียงประมาณ 2.8% ของผู้ใช้งานเท่านั้นที่คลิกโฆษณา ที่เหลือคลิกผลลัพธ์ทั่วไป

3. ช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

SEO เป็นหนึ่งในไม่กี่ช่องทางการตลาดออนไลน์ที่เมื่อทำถูกต้องตามหลักการ เช่น คุณมีเนื้อหาชนิดที่เรียกว่าดีแบบหาตัวจับได้ยาก เป็นต้น อันดับที่คุณได้มักจะอยู่อย่างนั้น ลากยาวไป ในขณะเดียวกันเมื่อคุณหยุดจ่ายเงินค่าโฆษณาเมื่อไร Google ก็จะหยุดส่งคนให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเมื่อนั้น

ทำไมตำแหน่งบน SEO แกว่งไปแกว่งมา

หากคุณมีเว็บไซต์และลองสังเกตดูจะเห็นว่าบางทีก็ขึ้นอันดับ 12 อีกวัน ขึ้นมา 10 อีกวัน ตกไป 14 จากนั้นก็ขึ้นมา 9 (หน้าแรก) แล้วก็ตกกลับไปอันดับ 11 ซึ่งคนที่เริ่มทำ SEO ใหม่ๆ ก็อาจจะหงุดหงิดได้เป็นธรรมดา

เหตุผลที่อันดับแกว่งไปมาส่วนใหญ่มาจากที่เว็บของคุณยังทำ SEO ได้ไม่แข็งแรง และปัจจัยอื่นๆ เช่น

  • โครงสร้างของเว็บไซต์ไม่แข็งแรง และไม่เป็นระบบ อาจทำให้ Google งง เช่น มี Duplicate Pages หรือ Duplicate Contents เป็นต้น
  • การปรับของ Google Algorithm ที่มีอัพเดทออกมาแทบจะทุกวัน ซึ่งหากเว็บไซต์เราไม่ผ่านเกณฑ์ก็อาจได้รับผลกระทบ
  • การ Crawl ของ Google Bot ซึ่งจะเข้ามา Crawl ในเว็บบ่อยอยู่เหมือนกัน หากคุณปรับเว็บในส่วนที่กระทบกับ SEO หรือการ Crawl ของ Google Bot ก็อาจทำให้ Ranking ตกลงได้ เช่น ปรับแล้วทำให้ Page Speed ช้าลง เป็นต้น
  • SEO ของเว็บไซต์คุณยังไม่แข็งแรง ในขณะที่คู่แข่งขยันทำ SEO กันอย่างต่อเนื่อง เพราะหาก Google เจอว่ามีเว็บไหนดีกว่าของคุณ ก็อาจปรับเว็บนั้นๆ มาแสดงเหนือกว่าได้
  • ปัจจัยอื่นๆ เช่น Social Signal, Link Profile และ User Experience
  • เว็บไซต์ไม่ปลอดภัย เป็นภัยต่อผู้ใช้ เช่น ระบบ SSL ไม่ทำงาน หรือเว็บไซต์โดนแฮก เป็นต้น
  • เว็บไซต์เพิ่งเปิดใหม่ อายุการใช้งานยังไม่นาน (Google จะเริ่มหันมามองหากเว็บไซต์มีอายุอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป)

ยิ่งหากเว็บไซต์ที่อยู่ตำแหน่งต่ำเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเกิดการแกว่งได้มากเท่านั้น เช่นเดียวกับเว็บที่ SEO ยังไม่แข็งแรง โดยหากเปรียบเทียบเว็บไซต์ A ที่อยู่อันดับ 25 กับ เว็บไซต์ B ที่อยู่อันดับ 5 แน่นอนว่าเว็บ B มีโอกาสแกว่งสูง เช่น เมื่อวาน 25 วันนี้ 30 ในขณะที่เว็บ A เมื่อวานอาจจะอยู่อันดับ 5 วันนี้อาจจะเป็นอันดับ 6

Google ทำงานอย่างไรในการเอาหน้าเว็บไปแสดง

แม้การทำงานของ Google จะซับซ้อนมากพอสมควร และเราสามารถสรุปง่ายๆ เป็น 3 ขั้นตอนหลักๆ ในการที่เว็บไซต์ของเราถูกตรวจสอบโดย Google และนำไปแสดงผล

  1. Google Bot ทำการ Crawl เข้าไปบนแต่ละหน้าของเว็บไซต์
  2. ทำการ Index หน้าที่ผ่านการ Optimize แล้วเข้าไปในลิสต์
  3. เมื่อมีคนค้นหาบน Google ระบบก็จะเลือกเว็บไซต์ในลิสต์ที่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้มากที่สุดในทุกๆ ด้านมาขึ้นแสดง

ดังนั้นเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีการทำ SEO หรือทำ SEO ยังไม่เต็มที่ ก็มีโอกาสที่ Google Bot จะพบว่าไม่ผ่านการ Optimized จึงไม่ถูกนำเข้าในลิสต์ ส่งผลให้ไม่ถูกนำไปแสดง

ในขณะเดียวกัน ถึงแม้เว็บไซต์ถูก Index ในขั้นตอนที่ 2 แล้ว แต่ Google ก็ยังมองว่าเว็บไซต์คุณยังไม่เป็นประโยชน์เท่ากับอีกหลายๆ เว็บ ก็อาจทำให้ไม่ถูกนำไปแสดงผลเช่นกัน หรืออาจจะแสดง แต่แสดงในตำแหน่งที่ต่ำ

เปรียบเทียบ ข้อดี ข้อเสีย ของ SEO กับ SEM (Google Ads)

หลายคนยังสงสัยว่า SEO และ SEM ต่างกันอย่างไร เรามาลองเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย และการทำงานของ SEO และ SEM ไปพร้อมๆ กัน

ถึงแม้ Google Ads กับ SEO จะเป็นวิธีที่ช่วยให้เว็บไซต์ติดหน้าค้นหา Google แต่ 2 อย่างนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งวิธีการทำ การแสดงผล กลยุทธ์ และค่าใช้จ่าย

SEO Marketing คือ อีกหนึ่งในช่องทางการตลาดออนไลน์ที่สำคัญ และเป็นพื้นฐานของการทำธุรกิจบนช่องทางออนไลน์ เพราะเป็นอีกหนึ่งในวิธีในการช่วยให้เว็บไซต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพิ่ม Organic Traffic ที่กำลังมองหาสินค้า หรือบริการเข้าเว็บไซต์ และเพิ่มยอดขายบนช่องทางออนไลน์

SEM คือ Search Engine Marketing หมายถึงการทำการตลาดบนเครื่องมือค้นหาอย่าง Google โดยจริงๆ แล้วจะรวมทั้ง การทำ SEO และการลงโฆษณาผ่านระบบ Google Ads แต่หลายคนมักจะใช้คำว่า SEM แทนการทำโฆษณาแบบ Google Ads ดังนั้นหากได้ยินคนพูดถึง “SEM” หรือในบทความนี้ที่เราพูดถึง​ SEM ก็หมายถึงการลงโฆษณาผ่านระบบ Google Ads หรือเรียกว่า PPC (Pay Per Click) ซึ่งการทำงานของระบบโฆษณาจะเป็นลักษณะประมูลค่าคลิก หรือ Bidding​ โดยเราสามารถกำหนด Max. CPC (Maximum Cost per Click) ได้ว่าเรายินดีจะจ่ายให้ Google กี่บาทต่อ 1 คลิก

SEO

  • วางกลยุทธ์ในระยะยาว
  • ไม่ต้องเสียค่าคลิก (Organic)
  • ใช้เวลาในการไต่อันดับ (เฉลี่ย 3-7 เดือน อยู่ที่การแข่งขัน)
  • หาก SEO แข็งแรงแล้ว และหยุดทำสักระยะ อันดับก็มีโอาสที่ติดอยู่อย่างนั้น
  • เน้นการทำอย่างต่อเนื่อง และการปรับ Optimize ในหลายๆ องค์ประกอบ
  • ใช้ทีมงานหลายฝ่าย เช่น SEO Specialist, Programmer, Off-page Specialist, Content Writer, Graphic Designer
  • ไม่จำกัดคลิกที่เข้าเว็บไซต์
  • ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า
  • เมื่อโควิดมาเยือน และจำเป็นต้องปิดโฆษณาอื่นๆ ลูกค้าอาจยังค้นหาเจอ และเข้าเว็บไซต์จาก SEO

 

SEM (Google Ads)

  • วางกลยุทธ์ระยะสั้น กลาง และยาว
  • เสียค่าโฆษณาให้ Google ตามจำนวนคลิก (PPC)
  • โฆษณาขึ้นแสดงได้ทันที (ไม่เกิน 24 ชั่วโมง)
  • หากหยุดโฆษณา ก็จะหายไปจากการแสดงผลบน Google เลยทันที
  • เพิ่มลด Keyword ได้ตามต้องการ ปรับคำโฆษณาได้ตลอด
  • เน้นการ Optimize แคมเปญ เพราะหาก Optimize ไม่เป็น หรือเซ็ตระบบไม่เป็นจะเสียค่าโฆษณาไปโดยไม่รู้ตัว
  • ใช้ทีมงานไม่กี่คนในการ Optimize ระบบ ดูแลเรื่อง Tracking
  • หากต้องการเพิ่มคลิก หรือยอดขาย ต้องเพิ่มงบค่าโฆษณา
  • หากคู่แข่งเพิ่มงบ และเพิ่ม Bidding เราอาจต้องปรับเพิ่มตาม ไม่เช่นนั้นการแสดงผลอาจลดลง
  • ระบุกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกลุ่ม เช่น เพศ ​อายุ จังหวัด

ประโยชน์ และ ความสำคัญของการทำ SEO

SEO คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร สําคัญอย่างไร .. เป็นคำถามที่หลายคนยังสงสัย เราจะตอบคำถามนี้ด้วยการดูกราฟ Organic Traffic จาก SEO กัน

Traffic หรือจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์จาก SEO เป็น Organic Traffic ที่เราไม่ต้องไปเสียเงินค่าโฆษณา ดังนั้นยิ่งมี Traffic เข้ามาที่เว็บไซต์มากเท่าไหร่ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจมากเท่านั้น เพราะยอดขายก็จะตามมา แต่ก็อยู่ที่ Keyword ด้วย หากคุณรับตัดผ้าม่าน แต่เว็บไซต์ไปติดหน้า Google ใน Keyword “สอนตัดผ้าม่าน” แบบนี้ก็คงไม่ได้ยอดขาย เพราะคนที่ค้นหาว่า สอนตัดผ้าม่าน ต้องการค้นหาที่เรียน ไม่ได้หาบริการ

เมื่อทำ SEO และวัดผลอย่างต่อเนื่อง กราฟของผู้เข้าชมเว็บไซต์ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเหมือนภาพด้านล่าง ซึ่งขอย้ำว่า เป็น Organic Traffic ที่ไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาสักบาท แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับระดับความจริงจังของการทำ SEO ด้วย เพราะกราฟนี้จะเกิดขึ้นหากทำอย่างต่อเนื่องจน SEO แข็งแรง

 

ศัพท์ที่ต้องรู้

  • Search Engine คือ เครื่องมือในการค้นหา เช่น Google, Yahoo, Bing
  • Ranking คือ การจัดอันดับหน้าเว็บไซต์เมื่อค้นหา
  • Blog คือ บทความที่ถูกเขียนเพื่อจุดประสงค์ในการให้ความรู้ แสดงความคิดเห็น ความสนุก ไม่มีการแฝงโฆษณา และสรุปประเด็นจบใน 1 บทความ
  • Onsite คือ ข้อความหรือรายละเอียดที่ปรากฎบนหน้าเว็บไซต์ เช่น ข้อมูลสินค้า ข้อมูลบริการ รายละเอียดบริษัท ฯลฯ
  • SEO Outreach คือ บทความที่ถูกส่งไปเพื่อลงในเว็บไซต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งจะมีการใส่ลิงก์และKeywordลงไปเพื่อให้คุณคลิกแล้วกลับเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ของเจ้าของบทความ
  • Optimise คือ การจัดการดูแลจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รับทำ seo
  • Keyword คือ คำที่ใช้ในการค้นหา
  • Search Volume คือ จำนวนการค้นหาคำ Keyword นั้นๆ ว่ามีการค้นหาทั้งหมดกี่ครั้ง
  • Anchor Link คือ ลิงก์ที่ถูกใส่เอาไว้ในคำที่เป็น Keyword ต่างๆ จุดประสงค์เพื่อขยายความหมาย ข้อมูล ของคำๆ นั้น โดยที่ไม่ต้องแทรกเข้าไปในบทความ
  • Content คือ คำโดยรวมที่ใช้สำหรับเรียกแทนเนื้อหา โดยนับรวมทั้ง ตัวหนังสือ ภาพ และองค์ประกอบอื่นๆ เช่น Blog Content, Outreach Content ฯลฯ ก็หมายถึง ประเด็นที่เขียน เนื้อหา รวมถึงภาพ วิดีโอ ทุกสิ่งที่ใส่เข้าไปในบทความนั้นๆ
  • Backlink คือ ลิงก์ที่ถูกใส่ไปกับคอนเทนต์ หรือถูกแฝงอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของเว็บภายนอก โดยมีการตั้งเป้าให้ลิงก์กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา (เอาไว้ใส่ใน Outreach คอนเทนต์)
  • Organic คือ ในที่นี้คือ การกระทำทางด้านการตลาดที่ไม่ผ่านการซื้อโฆษณา
  • Organic Search คือ ผลลัพธ์การค้นหาที่แสดงขึ้นมาบนหน้า Search result โดยที่ไม่ผ่านการจ่ายเงินเพื่อแสดง

ตั๊กแตน ชลดา ดึงล็อตเตอรี่สดๆ จากแผง งวดนี้มาพร้อมความหวัง ได้เลขสวยเต็มมือ

ตั๊กแตน ชลดา
ตั๊กแตน ชลดา

ตั๊กแตน ชลดา ดึงล็อตเตอรี่สดๆ จากแผง งวดนี้มาพร้อมความหวัง ได้เลขสวยเต็มมือ ยิ่งใกล้วันออกสลากกินแบ่งรัฐบาล ภาพบรรยากาศความคึกคักของบรรดานักเสี่ยงโชคก็มีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ

เช่นเดียวกันกับ ตั๊กแตน ชลดา ศิลปินลูกทุ่งสาวชื่อดัง ที่ในงวดนี้ 1 กันยายน 2564 เจ้าตัวก็ได้ถือโอกาสดีนำเอาคลิปวิดีการเลือกซื้อล็อตเตอรี่จากแผง มาโพสต์ให้แฟนๆ ได้ส่องกันแบบเน้นๆ ผ่านทางอินสตาแกรม @ takkatan_chollada

นอกจากนั้นแล้ว ตั๊กแตน ชลดา ก็ยังได้แนบภาพถ่ายอวดล็อตเตอรี่เลขสวยจำนวนมากในมือ พร้อมกับระบุแคปชั่นสั้นๆ แต่ชัดเจนว่า “ความหวัง” เอาไว้อีกด้วย

งานนี้ทำเอาบรรดาแฟนคลับแฟนเพลงที่ได้เห็นโพสต์ดังกล่าวของนักร้องสาวขวัญใจ ถึงกับต้องเข้ามาสาดคอมเมนต์และกดไลก์ให้เจ้าตัวรัวๆ แต่ยังไงก็ต้องไม่ลืมใช้วิจารณญาณในการรับชมด้วยนะจ๊ะทุกคน

 

รีวิว All The Bright Places ประกายความหวังส่องสว่างในวันมืดมน

รีวิว All The Bright Places
รีวิว All The Bright Places

รีวิว All The Bright Places ประกายความหวังส่องสว่างในวันมืดมน หนังโรแมนติกดราม่า ที่ไม่ตอบโจทย์คนชอบหนังหวานแหวว  มีประเด็นโรคซึมเศร้าในคาแร็คเตอร์ตัวละคร ดำเนินเรื่องเรื่อยๆพล็อตไม่หวือหวา เป็นหนังรักในอีกเวอร์ชั่นที่ต้องย้ำอีกทีว่าไม่หวานถ้าดูแบบไม่คาดหวังอะไรเลยได้ก็จะดี เป็นเรื่องราวของ ไวโอเล็ต มาร์กีย์ หญิงสาวที่สูญเสียพี่สาวที่รักของเธอจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งได้เปลี่ยนให้เธอกลายเป็นหญิงสาวที่แบกความเศร้าหมองเอาไว้ตลอดเวลา จนเมื่อเธอได้มาเจอกับชายหนุ่มชื่อว่า ธีโอดอร์ ฟินซ์ ที่เขาจะมาเปลี่ยนชีวิตของเธออีกครั้ง เขาได้โผล่เข้ามาในช่วงชีวิตของเธอที่ยากลำบาก เขาได้ดึงเธอออกจากความเศร้า ด้วยการพาเธอไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆในเมือง แต่การมอบความสดใสให้กับเธอคนนี้แต่จริงๆแล้วตัวฟินซ์เองนั้นก็มีบางอย่างที่มืดมนและอ้างว้างที่ไวโอเล็ตยากจะเข้าใจ

All the Bright Places แสดงนำโดยนักแสดงหน้าตาน่ารักอย่างแอลล์ แฟนนิง (Elle Fanning) หรือที่รู้จักกันดีในบทเจ้าหญิงออโรร่าในมาเลฟิเซนท์ ในเรื่องนี้เธอรับบทเป็น ไวโอเล็ต หญิงสาวอายุ 17 ปีที่สูญเสียพี่สาวจากอุบัติเหตุรถยนต์ ทำให้เธอเศร้าในเหตุการณ์และเลือกที่จะเก็บตัวและไม่ออกไปไหนเลยนอกจากโรงเรียน ดูหนังไทย

หนังโรแมนติกดราม่า All the Bright Places แสงแห่งหวังที่ทุกฝั่งฟ้า จุดเริ่มต้นของของเรื่องราวเริ่มขึ้นในเช้าวันหนึ่ง ไวโอเล็ต เธอกำลังยืนเศร้าเสียใจบนราวสะพานแห่งหนึ่ง ในตอนนั้นเองฟินซ์ (จัสติส สมิธ) เขาก็ได้เห็นไวโอเล็ตแล้วก็คิดว่าเธอกำลังจะฆ่าตัวตาย ฟินซ์เลยเข้าไปพูดคุยเพื่อให้ไวโอเล็ตยอมลงจากราวสะพาน หลังจากนั้นทั้งคู่ก็พบกันอีกครั้งในห้องเรียน ในคาบเรียนวิชาภูมิศาสตร์อาจารย์ได้สั่งงานให้เด็กในห้องเรียนจับคู่กันเพื่อที่จะไปเก็บภาพสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าทึ่งในอินดิแอนามาอย่างน้อยสองแห่ง ด้วยความที่ฟินซ์ได้เห็นบางสิ่งที่อยู่ภายในใจของตัวไวโอเล็ต เขาก็เลยพยายามขอให้ไวโอเล็ตมาจับคู่ทำงานด้วยกัน

เรื่องก็ได้ดำเนินเรื่อยๆ ฟินซ์ ชายหนุ่มที่โผล่เข้ามาในจังหวะที่ยากลำบากของชีวิตไวโอเล็ตพอดี และดึงเธอให้ผ่านพ้นจากความเศร้าหมอง ด้วยการพาไปเที่ยวตามสถานที่สวยงามต่างๆ ในเมืองด้วยกัน โลกของไวโอเล็ตก็กลับมาสดใสและมีความหมายมากขึ้น ในขณะเดียวกันโลกของฟินช์เองกลับมืดมนและอ้างว้างเกินกว่าที่ไวโอเล็ตจะเข้าใจ ดูหนังไทย

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่สร้างมาจากนิยายขายดีทั่วโลก เป็น หนังรัก ที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกกุ๊กกิ๊ก แต่ออกแนวค่อนข้างที่จะเจ็บปวด ฟินช์ มักจะเก็บซ่อนเรื่องราวของตัวเองเอาไว้ เขามักปกปิดความเศร้าหมองด้วยรอยยิ้มและท่าทางที่ดูเหมือนไม่เป็นไร

ฟินซ์ เขาใช้เวลาเข้าหาไวโอเล็ตเป็นระยะๆ จนในที่สุดเธอเปิดใจและร่วมทำรายงานเกี่ยวกับการค้นหาสถานที่ต่างๆ ในอินดีแอนาเมืองเล็กๆ ที่ทั้งสองอาศัยอยู่ มิติที่น่าสนใจของไวโอเล็ต ในมุมมองของฟินซ์ คือเธอสดใส และแน่นอนว่ามันต่างจากตอนนี้ที่เขาได้พบเธอ ซึ่งตัวของฟินซ์นั้นเชื่อว่าเธอมีมากกว่าหนึ่งสีสัน จากเดิมไวโอเล็ตเป็นนักเขียนเธอชอบจดบันทึก แต่เพราะเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับพี่สาวของไวโอเล็ต ทำให้ต้องห่างหายไปจากการจดบันทึก ฟินซ์ ทำให้เธอกลับมาจับมันได้อีกครั้ง นั่นหมายถึงเธอกำลังกลับมาเป็นคนเดิม เริ่มเข้าสังคม ฟังเพลง กล้านั่งรถยนต์ไปไหนมาไหนกับฟินซ์มากขึ้น

แต่ตัวหนังก็ไม่ได้เล่าในด้านดีเพียงด้านเดียว ยังมีการเล่าถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นหากว่าบุคคลที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตต้องเจอกับสถานการณ์ที่มันตึงเครียด มันก็เป็นเหตุผลที่จะทำให้อารมณ์ของบุคคลนั้นปะทุออกมาจนควบคุมตนเองไม่ได้ และตัวหนังยังสื่อให้เห็นถึงมุมมองทางความคิดของคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอย่าง ฟินซ์ และไวโอเล็ต อย่างเช่นตัวไวโอเล็ต เมื่อเธอต้องนั่งรถหรือต้องออกไปไหนเธอจะเกิดอาการกลัว ส่วนตัวฟินซ์ก็เป็นคนที่มีความคิดที่ค่อนข้างแปลก จนบางครั้งก็ทำอะไรลงไปโดยไม่มีเหตุผล และไม่ได้ตั้งใจ ที่สำคัญพวกเขาก็ต่างก็มีปมในอดีตที่คอยฉุดรั้งเขาเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถที่จะก้าวต่อไปได้อย่างคนปกติ

All The Bright Places เล่าเรื่องเกี่ยวกับบาดแผลในชีวิตของวัยรุ่นสองคนที่พวกเขาต้องรับมือและก้าวข้าม เรื่องเริ่มต้นจากมุมมองของไวโอเล็ต มาร์คีย์ (รับบทโดยแอล แฟนนิ่ง) เด็กสาวที่มีภาวะซึมเศร้าจากเหตุการณ์ที่พี่สาวประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต วันหนึ่งเธอยืนไปหยุดที่สะพานและครุ่นคิดว่าจะกระโดดลงจากตรงนั้นดีหรือไม่ แต่ธีโอดอร์ ฟินช์ (รับบทโดยจัสติส สมิธ) ผ่านมาเห็นเข้าและเกลี้ยกล่อมให้เธอก้าวออกมาจากขอบสะพาน หลังจากนั้น ธีโอดอร์พยายามตีสนิทกับไวโอเล็ต โดยการจับคู่กับเธอทำงานกลุ่ม ทั้งสองต้องทำรายงานเกี่ยวกับสถานที่สำคัญในอินเดียนา ธีโอดอร์ได้พาไวโอเล็ตไปยังสถานที่สวยงามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจุดสูงสุดของอินเดียนา รถไฟเหาะทำเองที่สวนหลังบ้าน ต้นไม้ที่มีรองเท้าแขวนอยู่เต็มไปหมด หรือกำแพงกราฟฟิตีที่พูดเรื่องความตาย และทั้งสองก็พัฒนาความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน อดีตอันมืดหม่นของธีโอดอร์ก็เผยตัวออกมาให้เห็นในรูปแบบของการหายหน้าไปจากเพื่อนฝูงและโรงเรียนเป็นสัปดาห์เสียเฉยๆ

หนังมีองค์ประกอบเกี่ยวกับความรักและความเจ็บปวดจากการพรากจากคนที่รัก ไม่ต่างจาก The Fault In Our Stars แต่ให้ความสำคัญกับความเจ็บป่วยทางจิตใจ โทนของหนังเริ่มแรกดูเหมือนหนังรักระหว่างวัยรุ่น โดยที่ตัวละครทั้งสองผูกพันกันผ่านบาดแผลในอดีต และดูจะให้ความสำคัญกับความรักในฐานะสิ่งเยียวยาจิตใจ แต่ครึ่งหลังของหนังพาผู้ชมไปพบกับก้นบึ้งอันดำมืดที่ธีโอดอร์ต้องเผชิญและไม่อาจข้ามผ่านไปได้

หนังไม่ได้บอกชัดเจนว่าความเจ็บป่วยทางจิตที่ธีโอดอร์เผชิญอยู่เรียกว่าอะไร แต่ในฉบับหนังสือ ระบุไว้ว่าเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder) ธีโอดอร์มักรู้สึกว่าความคิดของเขาแล่นเร็วเกินจนเขาต้องเขียนมันลงบทกระดาษและแปะไว้เต็มห้องนอน หลายข้อความในนั้นก็เป็นข้อความเชิงบวกที่ผลักดันให้เขาใช้ชีวิตต่อไปอย่างปกติ เวลาที่เขามีพลังงานล้นเหลือ เขามักจะออกไปวิ่ง และยังสร้างแรงบันดาลใจให้ไว้โอเล็ตก้าวข้ามบาดแผลของตัวเองด้วยการพาไปเที่ยวในที่ต่างๆ แต่เมื่อเขาเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า เขาจะหายหน้าจากผู้อื่นไปและใช้เวลาอยู่คนเดียว นอกจากนั้น ธีโอดอร์ยังมีพฤติกรรมรุนแรงเขาชกต่อยกับเพื่อนที่โรงเรียน จนผู้คนต่างกล่าวว่าเขาเป็นคนอันตราย และเป็น ‘ตัวประหลาด’ (freak)

สาส์นสำคัญอย่างหนึ่งของหนัง อาจเป็นการแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่จมอยู่กับความมืดมิดนั่นเองที่รู้ว่าชีวิตของคนเราสว่างไสวได้มากแค่ไหน เหมือนกับที่ธีโอดอร์ให้ข้อคิดกับไวโอเล็ตในการใช้ชีวิตได้ ทั้งที่เขาก็แบกรับปัญหาของตัวเอง เราจะได้เห็นพัฒนาการของไวโอเล็ตผ่านรอยยิ้มที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ ในระหว่างใช้เวลาร่วมกันกับธีโอดอร์ เราเห็นเธอกล้าขึ้นรถอีกครั้ง หรือแม้กระทั่งขับรถไปตามหาธีโอดอร์ในตอนท้ายเรื่อง จากที่เธอปฏิเสธจะทำเช่นนั้นมาตลอด

ความรักดูจะเป็นสาส์นสำคัญอีกหนึ่งข้อในหนังเรื่องนี้ หนังนำเสนอความรัก โดยเฉพาะระหว่างหนุ่มสาว ในฐานะแรงขับที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ ซึ่งเป็นค่านิยมที่เห็นได้ทั่วไปในหนังแนว Coming of Age ซึ่งหากพูดตามหลักจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์แล้วก็นับว่าสอดคล้องกัน เพราะ ‘สัญชาตญาณมุ่งเป็น’ (Eros หรือ Life Instinct) ซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่กระตุ้นให้มนุษย์แสวงหาความพึงพอใจในการใช้ชีวิต หรือป้องกันตนเองนั้น แสดงออกในรูปแรงขับทางเพศ ที่ไม่ใช่เพียงอารมณ์ทางเพศเท่านั้น แต่เป็นการแสวงหาการได้รับการยอมรับหรือเป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่าง

หนังดูจะให้ความสำคัญกับองค์ประกอบทางครอบครัวที่มีผลต่อผู้มีสภาวะทางจิต เรารู้ได้ว่าธีโอดอร์มีแผลเป็นตามร่างกายจากการที่พ่อเขาทำร้ายมาตั้งแต่เด็ก แม่ของเขาไม่ค่อยอยู่บ้าน และพี่สาวของเขาก็ทำงานตลอดเวลา เขาพยายามค้นหาสาเหตุว่าเหตุใดเขาจึงมีพฤติกรรมรุนแรง และสืบสาวกลับไปยังเรื่องพ่อ แต่ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าพ่อมีเหตุผลอย่างไรจึงต้องทำเช่นนั้น นี่เป็นแรงผลักดันที่ทำให้เขาตัดสินใจครั้งสำคัญตอนท้ายเรื่อง

อย่างไรก็ตาม หนังดูจะให้น้ำหนักกับภูมิหลังของธีโอดอร์น้อยไปหน่อย และใช้เวลากับการเล่าถึงความรักระหว่างวัยรุ่นค่อนข้างมาก ทำให้รู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป แต่เรื่องเศร้าในหนังนั้นก็ให้ความรู้สึกเหมือนการชำระล้างจิตใจ (Catharsis) และเกิดความสะทกสะเทือนในอารมณ์จนต้องหันกลับมามองตนเองและคนรอบข้างว่ามีบาดแผลใดที่ยังไม่ได้เยียวยาอยู่หรือไม่

หนังโทนทึมๆ เรียบๆเปิดมาด้วยมุมมองของเด็กหนุ่มธีโอดอร์ ฟินซ์ พบเจอกับเด็กสาวที่ขอบสะพาน ใบหน้าที่ว่างเปล่าจดจ้องมองไปยังด้านล่าง เป็นมุมมองแรกที่เขามีต่อเธอและสิ่งแรกที่เขาอยากทำคือปลดปล่อยเธอออกจากพันธนาการของความทุกข์ที่กำลังเผชิญ ฟินซ์ใช้เวลาเข้าหาไวโอเล็ต มาร์กีย์เป็นระยะ จนในที่สุดเธอเปิดใจและร่วมทำรายงานเกี่ยวกับการค้นหาสถานที่ต่างๆในอินดีแอนาเมืองเล็กๆที่ทั้งสองอาศัยอยู่ มิติที่น่าสนใจของไวโอเล็ต มาร์กีย์ในมุมมองของฟินซ์คือเธอสดใส แน่นอนว่ามันต่างจากตอนนี้ที่เขาได้พบเธอ ซึ่งตัวเด็กหนุ่มมองมันจากข้างในและเชื่อว่าเธอมีมากกว่าหนึ่งสีสันจากเดิมเด็กสาวเป็นนักเขียน ชอบจดบันทึกแต่เพราะเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวไวโอเล็ตและพี่สาว ทำให้ต้องห่างหายไป ฟินซ์ทำให้เธอกลับมาจับมันได้อีกครั้งนั่นหมายถึงว่าเธอกลับมาเป็นคนเดิมที่เคยทิ้งไป เริ่มเข้าสังคม ฟังเพลงกล้านั่งรถยนต์ไปไหนกับฟินซ์ได้อย่างอิสระเสรี ภาพของไวโอเล็ตจบที่ตรงนั้นและตัดเข้าสู่โลกของฟินซ์แทน โลกที่ดำดิ่งลึกลงไปมันดูกว้างจนน่ากลัวและทุกครั้งที่สงสัยก็มักจะไม่ได้คำตอบใดๆกลับมา มุมมองของไวโอเล็ตที่มีต่อฟินซ์ทำให้คนดูอย่างเราเริ่มเคลือบแคลงในตัวเด็กหนุ่มคนนี้อีกครั้งว่าทำไมคนที่เราดูมาตั้งแต่ต้นเรื่อง ความธรรมดา ความบ้าบิ่น พิลึกพิลั่นของเขาถึงมีอีกสิ่งที่ครอบงำเขาไว้ตลอดเวลา น่าแปลกนะคนที่พยายามจะเยียวยาใครหลายๆคน คนที่อยากให้ทุกคนมีความสุขแต่ตัวเขาเองนั่นแหละที่อันตรายที่สุด สิ่งที่อันตรายคืออะไรน่ะหรอ คือการที่เขาไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นอะไรอยู่เขาอยากจะค้นหามัน อยากจะระงับแต่ยิ่งทำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งพบกับความว่างเปล่าและเพื่อนที่ดีที่สุดของเขาคือความตายนั่นเอง กว่าไวโอเล็ตจะค้นหาความทุกข์ของเขาเจอฟินซ์ก็ได้เลือกคำตอบที่ต้องการมานานไปเสียแล้ว

ไวโอเล็ต หญิงสาวอมทุกข์ที่สูญเสียพี่สาวไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอแบกความเศร้าเอาไว้บนบ่าและใบหน้า เปลี่ยนไปจากคนเดิมที่เคยเป็น จนได้มาเจอกับฟินช์ ชายหนุ่มที่โผล่เข้ามาในจังหวะที่ยากลำบากของชีวิตพอดี และฉุดเธอให้ผ่านพ้นจากความหม่นหมองในชีวิต ด้วยการพาไปท่องเที่ยวตามสถานที่สวยงามต่างๆ ในเมืองด้วยกัน โลกของเธอสดใสและมีความหมายมากขึ้น ในขณะเดียวกันโลกของฟินช์เองกลับมืดมนและอ้างว้างเกินกว่าที่ไวโอเล็ตจะเข้าใจ

เตรียมโบกมือลาเดือนแห่งความรักด้วยภาพยนต์โรแมนติกดราม่าอย่าง All The Bright Places ซึ่งก็ตามนั้นเลยว่าเป็นโรแมนติกดราม่าจริงๆ เป็นหนังรักที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกกุ๊กกิ๊กดูแล้วบิดหมอนนะต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน (ถึงเห็นหน้าไวโอเล็ตแล้วโลกจะสดใสก็เถอะ) หนังเปิดมาด้วยตัวละครหลักที่ประสบความเจ็บปวดในชีวิต ไวโอเล็ตสูญเสียคนในครอบครัวที่เป็นทั้งพี่สาวและเพื่อนสนิท การแสดงออกถึงความเจ็บปวดของเธอคือการปิดกั้นตัวเองออกจากสังคม ปลีกตัวแยกออกมา ส่วน ฟินช์เองก็เคยสูญเสียคนสำคัญไปเช่นกัน แต่การตอบสนองต่อความเจ็บของฟินช์จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากไวโอเล็ต (ถึงทั้งคู่ดูรวมๆ เป็นการหนีปัญหาคล้ายๆ กัน) ฟินช์จะเก็บซ่อนเรื่องราวของเขาเอาไว้ปกปิดด้วยรอยยิ้มและท่าทางที่ดูว่าเขาไม่เป็นไร ซึ่งเราชอบตรงนี้นะ คนเราไม่จำเป็นต้องแสดงออกเวลาเศร้าเหมือนกัน (เป็นเรื่องที่จริงๆแล้วทุกคนรู้แต่บางทีอาจจะไม่ทันได้คิด) อะมาต่อ และมันก็เป็นหนังรักที่ (มักจะ) ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายนึงชอบกัน ในเรื่องนี้ตกเป็นของฝ่ายพระเอก ฟินช์ที่เจอไวโอเล็ตครั้งแรกตรงสะพาน ขอขยายความว่ามันไม่ใช่การเจอกับบนสะพาน แต่เป็นการเห็นไวโอเล็ตยืนอยู่บน ขอบสะพาน (สาวสวยผมบลอน์ตาเศร้า) พอฟินช์เดินเข้าไปปรากฏว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่บนนั้นคือ ไวโอเล็ต ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นเพื่อนร่วมชั้นเดียวกับเขา และนั้นคือจุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้

หลังจากที่ฟินช์เจอไวโอเล็ตในสถานะการณ์แบบนั้น ฟินช์ก็ทำตัวเป็นพระเอก (…) ที่ทั้งดมกลิ่นหาและพยายามเยียวยาไวโอเล็ตจากความหม่นหมองที่ครอบคลุมเธออยู่ ประจวบเหมาะกับ อาจารย์วิชาภูมิศาสตร์ที่สั่งโปรเจ็กต์คู่ให้ไปค้นหาสถานที่ต่างๆ ของเมืองและเขียนถึงความงดงามของสถานที่ที่ไปมา ซึ่งก็เข้ากับสถานะการณ์ดี บางทีความเศร้าก็แก้ได้ด้วยการออกไปค้นหาสิ่งธรรมดาที่สวยงาม (แต่เราว่าหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้เหมาะกับคนเศร้าที่ดูแล้วจะหายเครียดนะ) รวมๆแล้วสำหรับตัวเราเองเรียกว่าเป็นหนังรักได้ไม่เต็มปากมันกึ่งๆ ให้ความรู้สึกเป็นเพื่อนที่เข้าใจกันมากกว่า

ตอนที่เราดูเรื่องนี้ฉากแรกๆ รู้สึกถึงความแปลกแยกของตัวละครหลักทั้งสองคนมากๆ (กับกลุ่มเพื่อน อาจารย์ ครอบครัว) และยังรู้สึกถึงความเข้าใจของฟินช์ที่มีต่อไวโอเล็ต เป็นอารมณ์แบบที่คนประสบปัญหาแบบเดียวกันสามารถมีความเข้าใจต่อกันได้โดยไม่ต้องการคำอธิบาย เป็นความอบอุ่นแบบไม่มีบทพูด แล้วฟินช์ก็ยังมีความแปลกประหลาดที่ดูจริงใจจึงเป็นการเพิ่มความรู้สึกปลอดภัยให้กับไวโอเล็ตได้ไม่ยาก ซึ่งเราจะขอแบ่งหนังเรื่องนี้เป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือส่วนแรกที่ฉายให้เห็นถึงปัญหาของนางเอก เรื่องของความสูญเสียและได้รับการปลอบประโลมจากฟินช์ ส่วนหลังคือส่วนที่นางเอกเริ่มรับรู้ว่าจริงๆ แล้วคนที่เข้ามาช่วยเราเนี่ย เป็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือสุดๆ เหมือนกัน

สรุปสั้นๆเลย All The Bright Places ก็เป็นหนังโรแมนติกดราม่า ที่ไม่ตอบโจทย์คนที่ชอบหนังรักจ๋า ตัวหนังยังเอื่อยอยู่ พล็อตไม่หวือหวาอะไรนัก เราไม่รู้ว่าอารมณ์อึนๆ นี่คือจุดขายของหนังหรือเปล่า แต่ก็เป็นรสฝาดติดปลายลิ้นที่ถ้าใครชอบก็คงไม่ว่า แต่เกิดไม่ถูกใจขึ้นมาก็เสียอารมณ์ไปเลย

นิวนิว เอวเด้ง โสดแล้วฮอตมาก บอกใจเย็นๆ ถูกทักมาจีบจนแชทจะระเบิดแล้ว

นิวนิว เอวเด้ง
นิวนิว เอวเด้ง

นิวนิว เอวเด้ง โสดแล้วฮอตมาก บอกใจเย็นๆ ถูกทักมาจีบจนแชทจะระเบิดแล้ว ถึงแม้จะยังรักแต่ก็ต้องเลิกรากัน สำหรับคู่ของ นิวนิว เอวเด้ง หรือ ชไมพร บุญไสย์ กับอดีตแฟนหนุ่ม เติ้ล ธนพล โดยเฉพาะฝั่งของนิวนิวที่ตอบแฟนๆ ที่ไม่อยากให้คู่นี้เลิกกันว่าตนเองไม่ได้จะทิ้งแต่ตัวเองนั้นโดนไล่จะให้ทำยังไง

ซึ่งตอนนี้ นิวนิว ก็ต้องยอมมูฟออนแล้ว ก็ได้โพสต์รูปที่กำลังขับรถพร้อมกับบอกว่า “อะไรก็ตามที่เราพยายามทำดีที่สุดแล้ว อย่าไปเสียใจกับมัน #ไปต่อค่า #หมดเวลาเศร้าแล้ว #ทำงาน #เก็บเงิน #ลุยยย ขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ”

แถมตอนนี้ยังฮอตมากๆ ด้วย มีหนุ่มทักมาจีบเยอะเลย โดยล่าสุดนิวนิวยังได้ออกมาอัปเดตอีกครั้งบอกทุกคนที่ทักข้อความไปจีบว่าให้ใจเย็นๆ เพราะว่ายังไม่พร้อม

“ใจเย็น เย้นนน ใจ เย็น เย็น พี่ๆให้นู๋พักใจสักแปปก็ได้ค่า #ทักมาจีบจนแชทจะระเบิดแล้ว #ขอโทษที่ยังไม่ได้ตอบใครเลยนะคะ #ยังไม่พร้อมค่ะ #เอาไว้ค่อยว่ากันนะคะ #และขอบคุณทุกกำลังใจจากทุกคนด้วยนะคะ #นิวนิวเอวเด้ง”

รีวิว ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้: ครอสโอเวอร์โดดดิด่ง หนังเจ๊ก้อง

รีวิว ไทบ้าน x BNK48
รีวิว ไทบ้าน x BNK48

รีวิว ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้: ครอสโอเวอร์โดดดิด่ง หนังเจ๊ก้อง ห้วยไร่ ที่แท้ทรู เมื่อตัวแทน​จาก​ BNK48 ทั้ง​ 8​ คน​ ได้รับมอบหมายภารกิจลับ​ โดยต้องออกซิงเกิ้ลเพลงหมอลำ สาวๆ​ BNK48 ทั้ง​ 8​ คนจึงถูกส่งให้ไปเรียนรู้​ และใช้ชีวิตอยู่กับคนอีสาน​ เพื่อให้เข้าใจวัฒนธรรม​ และการสื่อสารผ่านเพลงหมอลำในแบบฉบับ​ BNK48 ให้ดีที่สุด

เป็นอีกค่ายที่สร้างความประหลาดใจให้เราได้เสมอ ๆ กับ BNK48 ที่เปลี่ยนภาพจำกับการเป็นไอดอล สดใส วัยรุ่น กทม. ที่มีเพลงอย่าง Koisuru Fortune Cookie คุกกี้เสี่ยงทาย สุดฮิตเป็นเพลงประจำแก๊ง มามีโพรเจกต์ด้านภาพยนตร์ในนามบริษัท บีเอ็นเคโฟร์ตีเอต ฟิล์ม  ที่เปิดเส้นทางอื่น ๆ ให้ตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเผยมุมด้านดราม่าหรือด้านดาร์กของการเป็นไอดอลในสารคดีของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เรื่อง BNK48 : Girls Don’t Cry โดยเป็นความร่วมมือกับบริษัท แซลมอน เฮ้าส์ และจัดจำหน่ายโดยค่ายใหญ่อย่าง GDH 559 ด้วย ดูหนังออนไลน์พากย์ไทย

ก่อนจะส่งเจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ กับ มิวสิค-แพรวา สุธรรมพงษ์ มาสายนักแสดงมากฝีมือด้วยการับบทนำในหนังดราม่าแฝงสัญญะสังคมการเมืองแบบฉบับของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ในเรื่อง Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า โดยร่วมกับ สไลด์เดอร์ แคท กับ ซอง ซาวด์ โปรดักชัน และจัดจำหน่ายโดย ซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จนคนเริ่มคิดว่าหนังฉบับ BNK48 มักจะฉีกไปสายรางวัล ๆ ดราม่า ๆ หน่อยจาก 2 เรื่องที่ผ่านมา

แต่ปรากฏว่า บีเอ็นเคโฟร์ตีเอต ฟิล์ม ก็ปล่อยโพรเจกต์ใหม่พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น ไอแอม ฟิล์ม มาสร้างความประหลาดใจอีก ด้วยการร่วมมือกับจักรวาลหนังชื่อดังจากฝั่งอีสานที่ฮิตไปทั่วประเทศอย่าง ไทบ้านเดอะซีรีส์ ผลงานของบริษัท เซิ้ง โปรดักชั่น แอนด์ ออแกไนเซอร์ และจัดจำหน่ายโดยค่ายใหญ่อย่าง สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ในเรื่อง ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ ถ้าสังเกตดี ๆ ก็ต้องยอมใจในฝีมือการบริหารที่ดึงดูดค่ายใหญ่ ๆ หลากหลายแนวทั้งเอกอุในไทยและเชี่ยวชาญงานขายไปตลาดสากลมาช่วยได้ ทั้งยังทำให้ บีเอ็นเคโฟร์ตีเอต ฟิล์ม มีประสบการณ์การทำธุรกิจภาพยนตร์ผ่านการเรียนรู้จากพาร์ตเนอร์เก่ง ๆ โดยอัตโนมัติด้วย เชื่อว่าในอนาคตเราอาจเห็นค่ายอย่าง ไอแอม ฟิล์ม มาเป็นอีกหนึ่งค่ายสำคัญที่ยืนเดี่ยวเป็นอีกเสาที่ค้ำจุนวงการหนังไทยได้ด้วย (สองปีที่ผ่านมาด้วยการทำงานร่วมกับพันธมิตรหลายค่ายก็สามารถส่งหนังฉายได้ถึงปีละ 2 เรื่อง ในระดับที่คุณภาพกีมีจุดน่าสนใจเสมอ ถือว่าเริ่มต้นได้เยี่ยมเลย)

โดยครั้งนี้หนังได้สองผู้กำกับอย่าง สุรศักดิ์​ ป้องศร กับ ธิติ​ ศรีนวล จากหนังไทบ้านเดอะซีรีส์มารับไม้จาก BNK48 ในการนำน้อง ๆ กลุ่มไอดอล 48 นี้มาเล่นในแบบฉบับหนังไทบ้าน เพื่อเสริมกำลังรุกเข้าสู่ตลาดที่แตกต่างจากฐานแฟนเดิมของกันละกัน เป็นโพรเจกต์ที่มองว่า วิน-วิน ทั้งคู่จริง ๆ ที่สำคัญรอบนี้เรายังจะได้เห็นน้อง ๆ BNK48 กลุ่มใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากหนังเรื่องเก่า ๆ มาโลดแล่นกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็น น้ำหนึ่ง, ปูเป้, เนย, แก้ว, โมบายล์, น้ำใส, ตาหวาน และ ไข่มุก แห่ง BNK48 มาเล่นเป็นตัวเองในเรื่องราวสมมติที่ดูแอบอิงความจริงไว้เหมือนกัน และในมุมหนึ่งก็เหมือนหนังที่ช่วยทำความเข้าใจระหว่างออฟฟิเชียลของวง กับน้อง ๆ ในวง และเหล่าโอตะ ที่ว่ากันตามตรงก็มีดราม่าให้ติดตามจากการเดาเองคิดเองของแฟนคลับอยู่เยอะเช่นกัน ข้อดีคือเราได้เห็นมุมมองของฝั่งผู้บริหารและการทำงานของหลังบ้านวง BNK48 แบบใกล้ชิดพอสมควรด้วย

เนื้อเรื่องว่าด้วย จ๊อบซัง อยากทดลองตลาดใหม่ ๆ เพื่อกู้วิกฤตของวงที่กำลังเสื่อมความนิยม โดยส่งให้น้อง ๆ ทั้ง 8 คนต้องไปทำเพลงหมอลำ โดยไปศึกษาวิถีชีวิตและการร้องแบบต้นกำเนิดอย่าง เจ๊ก้อง ห้วยไร่ ศิลปินชื่อดังแอ๊บแมนที่กำลังเป็นหนี้ก้อนมหาศาลและหวังจะกอบโกยเงินจากโอกาสนี้แบบทำผลงานส่ง ๆ ให้จบไป ทั้งนี้ก็ได้ จ่าลอด และน้องชายอย่าง มืด แห่งไทบ้านมาเป็นลูกมือในการสอนน้อง ๆ ให้เป็นราชินีหมอลำ พลอตมาอิหร่อบนี้ก็น่าจะไปตามสูตรสำเร็จคือ ไอดอลเมืองกรุงเรียนรู้ชีวิตความลำบากจากบ้านนอก ที่ขมปนฮาจากพาเหรดนักแสดงสายตลกมากมายที่มาสร้างสถานการณ์ซิตคอม ทั้งความลื่นไหลใสซื่อของจ่าลอด ความแซ่บแบบตุ๊ดอีสานของเจ๊ก้อง (ซึ่งขอยืนยันว่าเจ๊ก้องคือตัวขโมยหนังเป็นของตนเองที่แท้จริง ถ้าจะถามว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังไทบ้านหรือหนัง BNK48 ก็ตอบได้มั่นใจว่ามันคือหนังเจ๊ก้องต่างหาก และหลังจากเรื่องนี้เราคงมองเขาเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไป 555)

เมื่อผสมความป่วนม่วนฮาจากมุกทั้งล้อตัวเอง มุกความซื่อ มุกความกะล่อน และมุกไทอินที่เกลียดไม่ลง จากทั้งชาวไทบ้าน และความผิดที่ผิดทางของน้อง ๆ BNK48 ที่พอผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ก็ได้รับการปรับเปลี่ยนมุมมองและเติบโตขึ้นเป็นคัมมิ่งออฟเอจสไตล์ที่ให้ความรู้สึกอิ่มฟีลกู้ดนั่นเอง แต่ทว่า เอาเข้าจริงหนังไปได้ไกลกว่านั้นและแทบทำลายความเป็นหนังสูตรสำเร็จอย่างกล้าหาญพอสมควร ทั้งเรื่องที่ว่าหนังไทบ้านมักกระชากผู้ชมสู่ดราม่าหนักได้แบบไม่รู้ตัวเป็นทุนเดิมแล้ว ส่วนหนึ่งก็คือหนังกล้าท้าทายด้วยคำถามว่าระหว่างกฏระเบียบกับหัวใจอะไรสำคัญกว่ากัน ซึ่งถ้าเป็นเรื่องอื่นคงเดาทางได้แบบไม่ต้องสงสัย แต่กับเรื่องนี้เราจะเห็นอะไรมากกว่านั้น คงต้องให้ไปดูกันเอง แต่ยืนยันได้อย่างหนึ่งจากการนั่งชมอยู่หลังน้อง ๆ BNK48 รุ่น 2 ในรอบสื่อก็เห็นอากัปอาการว่า หนังคงกระแทกใจพวกน้อง BNK48 อยู่ไม่น้อยทีเดียว

จุดที่หนังยังมีกะพร่องกะแพร่งบ้างก็มี ความไม่ค่อยเข้าขากันในช่วงแรกที่มาครอสกันระหว่างน้อง ๆ และชาวไทบ้าน เพราะต่างคนต่างเด่นในทางของตนเองเกินไป หลาย ๆ จังหวะตัดต่อก็ทอดปลายแต่ละซีนจนรู้สึกไม่ค่อยลงตัวนัก การพรรณาในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครหลักก็ยังรู้สึกให้เวลาไม่มากพอจนไม่ทันอินว่ามันสนิทกันขนาดนั้นตอนไหน อาจเพราะหนังมีตัวละครมากที่ต้องแบ่งสรรปันส่วนเล่า แต่กระนั้นก็ยังมีอย่างน้อย 2-3 คนเลยที่สุดท้ายไม่สามารถมีฉากจำของตนเองได้ และปัญหาเล็กน้อยที่ว่าหนังมีหลายฉากที่หากไม่เคยดูไทบ้านมาก่อนจะไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ระหว่างตัวละครบางคู่นัก ส่วนสิ่งที่ผิดคาดมากที่สุดคงเป็นเรื่องของการที่หนังน่าจะชูเพลงเป็นตัวนำของเรื่องทั้งพลอตการทำเพลง ตลอดจนเพลงโปรโมตที่ปล่อยมามากมาย แต่ในหนังกลับสนองจุดนี้ได้น้อยเกินไป

โดยรวมด้วยความเด่นขององค์ประกอบใหม่ ๆ อย่างไทบ้านกับ BNK48 และก้อง ห้วยไร่ หนังจึงสนุกและบันเทิงมาก ยากที่จะไม่ยิ้มไปกับตัวละครทั้งหลาย แม้มีความพร่องในบางจังหวะ (ตามสไตลืเรียล ๆ ดิบ ๆ แบบไทบ้าน) แต่ก็ไม่สาหัสจนทำร้ายความม่วนจั้มสะบั้นแหลกของเรื่องนี้ได้เลย ที่สำคัญถ้าอยากรู้จัก BNK48 ให้มากกว่านี้ นี่คือโอกาสสำคัญที่จะเห็นมุมที่ไม่เคยเห็นด้วย ส่วนสาวกไทบ้านเองก็ห้ามพลาดเพราะมันถูกนับเป็นภาคต่อของแฟรนไชส์ไม่ใช่แค่สปินออฟและยังปูทางสำหรับหนังเรื่องใหม่ของไทบ้านด้วย

หนุ่ม สันติสุข เปิดใจเหตุตัดสินใจขายบ้านที่อยู่มา 33 ปี-เผยเส้นทางรักกับภรรยากว่า

"<yoastmark

หนุ่ม สันติสุข เปิดใจเหตุตัดสินใจขายบ้านที่อยู่มา 33 ปี-เผยเส้นทางรักกับภรรยากว่า พร้อมเผยเส้นทางความรักกว่า 25 ปีกับภรรยา ตาล ณิชกานต์ ในรายการคุยแซ่บ SHOW  ที่มี หนิง ปณิตา และ  เป๊กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

ล่าสุดประกาศขายบ้านที่อยู่มานาน 33 ปี

หนุ่ม  สันติสุข : “ใช่ คือบ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังแรกที่ซื้อจากน้ำพักน้ำแรกตั้งแต่เข้าวงการ คือผมเข้าวงการมาตั้งแต่ปี 2529 แล้วบ้านหลังนี้ซื้อตอนปี 2531 ทุกวันนี้ก็มีอายุ 33 ปี ก็มีความผูกพันเพราะคุณพ่อคุณแม่ก็อยู่ที่นี่จนท่านเสียไป ส่วนสาเหตุที่ต้องขายก็คือ ลูกโตขึ้น ตัวใหญ่ขึ้น เริ่มเดินชนกันในบ้าน ก็เลยไปสร้างบ้านใหม่ ใกล้ๆ แล้วบ้านใหม่ก็เสร็จพอดี ตอนแรกตั้งใจว่าจะเก็บไว้ให้เป็นมรดกลูกๆ แต่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาโควิดมันทำให้เราทำงานไม่ได้ รายได้ก็ไม่เข้ามา ก็เลยไม่สามารถเก็บไว้ได้”

ลูกๆ ทราบไหมว่าขายบ้านเพราะพิษโควิด

หนุ่ม  สันติสุข :  “ก็คงจะรู้เหมือนกัน เพราะช่วงหลังเราอยู่บ้านนาน แต่เขาเข้าใจ ว่าเราจำเป็นต้องตัดใจกับบางสิ่งบางอย่าง บางทีมันเกินความจำเป็นที่มีอยู่”

คนเม้าท์ขายบ้านเพราะพิษโควิด

หนุ่ม  สันติสุข : “จริงๆ จะพูดอย่างนั้นก็ได้ เพราะตอนนี้ไม่ได้ทำงาน ไม่ได้ถ่ายละคร ยังมีคาอยู่ 2 เรื่อง คาซังอยู่เรื่องหนึ่ง แล้วรอเปิดอีก 3 เรื่องทำอะไรไม่ได้เลย แล้วมีรายการที่เปิดกับน้องเป๊กกี้ ก็หมดวาระไป ทุกวันนี้ไม่มีรายได้ ก็ใช้เงินเก็บอย่างเดียว”

แฟนๆ กังวลว่าจะอำลาวงการ แล้วไปทำไร่ที่เชียงราย

หนุ่ม  สันติสุข : “ก็มีข่าวออกมาว่าหนีพิษโควิดจะไปอยู่เชียงราย จริงๆ แล้วบ้านที่เชียงราย ผมซื้อและสร้างไว้ 20 กว่าปีแล้ว เพราะว่าตอนนั้นไปถ่ายละคร แล้วเห็นว่าสวยดีก็เลยซื้อไว้ แล้วก็มีการต่อเติมจนมีไร่มีนา เราก็ทำตามเศรษฐกิจพอเพียง มีพื้นที่ 20 ไร่ ก็มีปลูกข้าวสามไร่ ปลูกไม้ใหญ่ เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่  ถามว่าเรามีการนำพื้นสร้างรายได้ไหม ก็ให้คนที่เฝ้าอยู่เขามีรายได้ คือเราก็ให้ที่เขาไปทำกิน เขาก็เฝ้าที่ให้เรา พอช่วงปีใหม่ อากาศดีๆ หนาว ๆ เราก็พาลูกไปตกปลาบ้าง ไปดำนาบ้างจะได้รู้ว่าเขาปลูกข้าวกันอย่างไร  ลูกก็ชอบ  ปีหนึ่งก็ไป 2-3 ครั้ง ถามว่าจะมีโอกาสไปอยู่ถาวรไหม เราก็มีวางโครงการไว้ ว่าวันหนึ่งถ้าลูกเต้าเราสบายแล้วเราก็อาจจะไปอยู่นานหน่อย แต่ถ้าให้ไปอยู่เลยเราคงไปอยู่ไม่ได้”

เครียดไหมคนเคยทำงานตลอดเวลา แล้วตอนนี้ออกจากบ้านไม่ได้

หนุ่ม  สันติสุข : “เครียดเหมือนกันเพราะว่าเวลามันผ่านไป อายุเราก็มากขึ้น เปรียบเสมือนเรากำลังวิ่งไปข้างหน้าแล้วเชือกรองเท้าหลุด เราก็ต้องหยุดเพื่อผูกเชือกรองเท้า เสียเวลาไป 2 ปี โดยที่เราทำอะไรไม่ได้ อย่างเด็กที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย เขาก็ไม่ได้ใช้ชีวิต เฟรชชี่ ไม่ได้รับน้องอะไรเลย ต้องเรียนออนไลน์ ชีวิตช่วงนั้นก็หายไปเลย”

เห็นว่าบ้านใหม่อยู่ใกล้บ้านหลังเก่า

หนุ่ม  สันติสุข : “ก็เลยไป 2-3 ซอย จากบ้านเดิม สร้างมาตั้งแต่ปี 2559 ก็ใช้เวลาสร้าง 4 ปี เพราะสร้างมาปีแรกผู้รับเหมาหนี ก็เลยต้องหยุดไป 1 ปี กว่าจะมีคนมาทำบ้านต่อก็ติดโควิดอีกก็เลย 4 ปี บ้านหลังใหม่ก็หมดไปหลายสิบล้านเหมือนกัน เพราะทำบ้านถมเงินเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม ถมหายๆ แต่บ้านก็เป็นสิ่งที่เราสร้างให้กับครอบครัว ให้ลูกด้วย ลูกก็จะมีพื้นที่ของตัวเอง มีห้องของตัวเอง เพราะตอนนี้ลูกๆ เริ่มเป็นหนุ่มแล้ว”

เห็นว่าภรรยาอายุห่างกัน 10 ปี เจอกันได้อย่างไร

หนุ่ม  สันติสุข : “เจอกันที่กองถ่าย ตอนนั้นเขามาเป็นเอ็กซ์ตร้า ตอนนั้นเขายังเรียนหนังสืออยู่ เรียนอยู่ปี 4 เป็นพระเอกนางเอกเราอย่าไปยุ่งกับเขาเลย เอ็กซ์ตร้าดีกว่า ก็เหมือนตลก เขาไม่จีบนักร้อง เขาจีบเด็กเสิร์ฟ อันนี้พูดเล่นๆ แต่จริงๆ ก็คือ ตอนนั้นที่เรามาเจอภรรยา เราโสดอยู่ โสดมาหลายปีแล้ว

ครั้งแรกที่เจอภรรยารู้สึกอย่างไร

หนุ่ม  สันติสุข : “ก็ธรรมดาทั่วไป เพราะตอนนั้นก็เป็นพ่อพวกมาลัยนิดหนึ่ง เพราะว่าโสดและเล่นหนัง เล่นละคร และเรายังเป็นพระเอกอยู่ ซึ่งสมัยก่อนโซเชียลมันยังไม่รุนแรง นักข่าวสมัยก่อนจะไม่ค่อยยุ่งเรื่องส่วนตัวของนักแสดง”

เลเวลความเป็นพ่อพวงมาลัย ระดับไหน

หนุ่ม  สันติสุข : “ก็เหมือนทั่วไป เวลาเจอผู้หญิงสวยก็อยากไปจีบ ถ้าเลเวลระดับร้อย เราให้ตัวเอง เก้าสิบ ตอนที่จีบภรรยา เราก็คิดว่าอายุเราก็ไม่น้อยแล้ว เราจะไปจีบรุ่นเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะแต่งงานไปหมดแล้วก็เลยต้องมาจีบรุ่นเด็กๆ ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร ยังไม่คิดเรื่องมีครอบครัว”

แล้วเรื่องช่องว่างระหว่างวัย

หนุ่ม  สันติสุข : “แรกๆ ก็ไม่มี คือ 20 กว่า กับ 30 กว่า มันกำลังดีเพราะดูช่วงอายุจะเท่าๆ กัน แต่ถ้าเป็น 40 กว่า กับ 50 กว่า จะดูห่าง”

คุณพ่อภรรยาดุมาก

หนุ่ม  สันติสุข : “เขาหวงลูกสาวมาก เพราะว่าโดยอาชีพของเราเป็นดารา เป็นนักแสดง เป็นพระเอกอีก ใครมีลูกสาวเขาก็หวงทั้งนั้นแหละ เขาก็กลัวว่าเราจะไปชอบลูกสาวเขาจริงหรือ”

เราต้องหลบๆ ซ่อนไหม

หนุ่ม  สันติสุข : “ตอนนั้นก็เริ่มคลี่คลายแล้ว แต่ตอนที่เข้าวงการใหม่ๆ ไม่ได้เลย”

เห็นว่าจีบภรรยากลางกองละคร

หนุ่ม  สันติสุข : “สมัยก่อนการที่นักข่าวจะเข้าไปในกองถ่ายมันเป็นเรื่องยากมาก ถ้าทางกองไม่อนุญาติเขาก็เข้าไม่ได้  เพราะมันเป็นพื้นที่ส่วนตัว นักแสดงอาจจะนอนอ่านบทอยู่กับพื้น อาจจะกินข้าวโดยใช้ชามพาสติก ซึ่งภาพมันอาจจะไม่น่ามอง แล้วเราก็ไม่คิดอะไรเพราะเราโสดอยู่ การที่เราจะจีบใครมันก็ไม่ผิดอะไร”

จีบอย่างไร

หนุ่ม  สันติสุข : “ส่วนใหญ่จะใช้สายตา ผมว่าแค่มองเขาก็รู้แล้วหล่ะว่าเราจะจีบเขา”

ภรรยาเชื่อไหมว่าเราจีบจริงๆ

หนุ่ม  สันติสุข : “เชื่อ แต่ว่าตาลจะไม่เหมือนคนอื่น ดูเผินๆ เขาก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไป แต่เขาเป็นคนจริงจัง ดูเรียบร้อยไม่เหมือนวัยรุ่นทั่วไป”

ทำไมเลือกคนนี้เป็นแม่ของลูก

หนุ่ม  สันติสุข : “หลังจากที่คบกันได้ 6 ปี ก็ไปมาหาสู่ เราก็ทำตามกระบวนการทุกอย่างเราก็เห็นว่าเขาเป็นคนที่จับต้องได้ เขาเหมาะที่จะเป็นแม่ของลูก เขาไม่เหลาะแหละ จริงใจ พูดตรง และมีมุมมอง ในการใช้ชีวิตตรงกัน”

ตอนจะแต่งเพื่อนๆ งงกันหมด

หนุ่ม  สันติสุข : “ก็คือคนเราก็มีจุดลิมิตของตัวเอง พอเราใช้ชีวิตโสดเต็มที่ พอถึงจุดหนึ่ง เราจะรู้สึกพอแล้ว เพราะเราก็ผ่านอะไรมาเยอะ เราควรจะมีครอบครัวได้แล้ว แล้วเราก็มาเจอคน ที่ใช่เราก็ควรจะหยุด คือผู้ชายเจ้าชู้ได้ อะไร แต่พอแต่งงานแล้วต้องหยุด ต้องให้เกียรติผู้หญิง ไม่ใช่แต่งงานแล้วค่อยๆ ซา”

แก๊งที่ซ่าด้วยกันมีใครบ้าง

หนุ่ม  สันติสุข : “ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้จัดการของเรา พี่สมเกียรติ เขาจะเป็นคนพาเที่ยว ส่วนเพื่อนที่ไปด้วยกันจะเป็นคนนอกวงการมากกว่า”

เห็นว่าต้องเที่ยวทุกวันจริงไหม

หนุ่ม  สันติสุข : “(พยักหน้า) ต้องเที่ยว ทุกคืน บางทีเที่ยวถึงเช้าแล้วก็ไปถ่ายละครต่อ อาจจะเป็นเพราะวัยด้วย คือถ้าวันไหนไม่ได้เที่ยวจะหงุดหงิด คือแต่ก่อนถ่ายหนัง ซึ่งหนังจะไม่ค่อยถ่ายกลางคืน   กลางคืนเราก็จะได้เที่ยว ก็เที่ยวทุกคืน”

ตอนสมัยเจ้าชู้รถไฟเคยชนกันบ้างไหม

หนุ่ม  สันติสุข : “ก็มีบ้าง เราก็ใช้วิธีล่องหนหายตัว ก็ทิ้งทั้งคู่ ส่วนสาวๆ ก็มีบ้างเพราะเราเป็นดาราหน้าตาดี แต่เราก็แค่สนุกๆ ด้วยวัยเพราะว่าการทำงานของเรา ถ่ายหนังถ่ายละคร ก็ค่อนข้างจะเหนื่อยและเครียดพอสมควร ซึ่งสมัยก่อนก็จะไปเที่ยวแถวซุปเปอร์ไฮเวย์ เดอะพาเลซ เป็นผับใหญ่ที่สุดในยุคนั้น คนอายุ 40 -50 ปี ต้องรู้จัก สมัยก่อนเวลาไปถ่ายหนังก็ต้องยกกองไปเลยเดือนหนึ่ง ไปอยู่เป็นเดือน เพราะเราเป็นเด็กค่าย ก็จะเล่นหนังค่ายอย่างเดียว ถ่ายหนังเรื่องหนึ่ง เดือนเดียวก็จบแล้วเพราะเราถ่ายทุกวัน”

แม้จะหยุดแล้วแต่ก็ยังทำให้ภรรยาไม่ไว้วางใจ คือเรื่องอะไร

หนุ่ม  สันติสุข : “ก็อาจจะเป็นด้วย อายุที่ห่างกัน ตอนเป็นแฟนไม่เท่าไหร่ แต่พอเป็นครอบครัวต้องอยู่ด้วยกันตลอด โดยอาชีพของเราเขาอาจจะไม่เข้าใจ อย่างเรื่องแหวนแต่งงาน บางทีเราไปถ่ายละคร บางเรื่องตัวละครที่เราแสดงไม่ได้แต่งงานเราก็ต้องถอดเก็บ แต่พอภรรยาเขาดูเห็นเราไม่ใส่แหวนก็คิดว่าเราไม่อยากให้ใครรู้ว่าแต่งงานแล้วใช่ไหม กลับมาเราก็อธิบาย อยู่ๆ ไปเขาก็เริ่มเข้าใจ มันก็เรื่องธรรมดาที่เขาเข้าใจยาก”

มีเรื่องหึงหวงไหม

หนุ่ม  สันติสุข : “ก็มีบ้างเพราะเราหน้าตาดี โดยอาชีพของเราเวลาไปไหนมาไหนก็จะมีคนเข้ามาขอถ่ายรูป คือเราก็เห็นใจเขาเหมือนกันเวลาออกไปไหนแล้วมีคนเข้ามาขอถ่ายรูป ขอกอดหน่อย และบางทีไปต่างจังหวัด ไปเจอคุณยายเขาก็จะถามว่า คุณหนุ่มวันนี้คุณจินตราไม่มาเหรอ คือเราเข้าใจนะ ว่าแฟนคลับเขาอินกับหนัง แต่ภรรยาเราก็อยู่ข้างๆ”

แต่งงานกับภรรยามากี่ปีแล้ว

หนุ่ม  สันติสุข : “คบกัน 6 ปีแต่งมา 19 ปี รวม 25 ปี”

อยากจะบอกอะไรกับภรรยาบ้าง

หนุ่ม  สันติสุข : “ก็อยากจะบอกตาลนะว่า ขอบใจมากๆ เลยที่มาเป็นภรรยาพี่ และมาเป็นแม่ของลูกๆ ทั้ง 3 คน รู้เลยว่าตาลเหนื่อย เพราะบางทีพี่ก็มีโลกส่วนตัวเยอะ คนเป็นนักแสดงก็เป็นแบบนี้แหละเพราะต้องใช้จินตนาการเยอะ บางทีก็ต้องทำอะไรผิดพลาดไปบ้าง ก็ต้องขอโทษด้วย”

ลูกมีอยู่แล้ว 3 คนทำไมจะมีเพิ่มอีก

หนุ่ม  สันติสุข : “ก็มีอยู่แล้ว 3 คน คนโตน้องโฟกัสตอนนี้อายุ 18 ปีเขาก็จะเป็นคนนิ่งๆ และมีโลกส่วนตัวเหมือนเรา เขาเป็นคนเรียนเก่ง เขาได้ทุนที่โรงเรียน ส่วนคนที่สองและสามเป็นฝาแฝด น้องฟอสกับน้องเฟมตอนนี้อายุ 14 แล้ว ก็เป็นแฝดธรรมชาติ แม้จะเป็นแฝดแต่เขาไม่เหมือนกัน นิสัยก็ไม่เหมือนกัน ฟอสจะเอาตัวรอดหน่อย จะเจ้าเล่ห์นิดๆ ส่วนเฟมจะเป็นคนชอบช่วยเหลือ เวลาให้ช่วยอะไรเขาจะอยู่เป็นคนสุดท้าย”

เห็นว่าต้องโฟกัส มีแฟนแล้ว และภรรยาก็เป็นคนพาลูกไปหาแฟนด้วย

หนุ่ม  สันติสุข : “คือช่วงหลังๆ จะเรียนออนไลน์กัน เขาก็จะไม่ค่อยได้เจอกัน แล้วพอดีกับแฟนของโฟกัสเขาอยากเรียนทำขนม เพราะตาลเขาทำขนมเก่ง ก็เลยไปสอนที่บ้าน ส่วนลูกที่ว่าเพิ่มมา คือสุนัข ตอนนี้อายุ 8 เดือนแล้ว คือลูกชายอยากเลี้ยงมากชื่อน้องฮีโร่  เป็นพันธ์ุ อากิตะ”

ติดตามชมคำสัมภาษณ์แบบเต็มๆ ได้ในรายการคุยแซ่บ Show ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.40-14.40 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

 

เอิร์ท พิรพัฒน์ เปิดประมูลภาพวาดผลงานตัวเอง หารายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด

เอิร์ท พิรพัฒน์
เอิร์ท พิรพัฒน์

เอิร์ท พิรพัฒน์ เปิดประมูลภาพวาดผลงานตัวเอง หารายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด นอกจากจะหล่อแล้ว ก็ยังใจบุญด้วยเช่นกัน สำหรับนักแสดงหนุ่ม เอิร์ท พิรพัฒน์ วัฒนเศรษสิริ ที่โด่งดังจากซีรีส์ นิทานพันดาว สังกัด GMM TV

เมื่อล่าสุดเจ้าตัวก็ได้ประกาศลงโซเซียลมีเดียของตัวเอง ทั้งในอินสตราแกรม @Theearthe และทวิตเตอร์ @Earth_Pirapat เตรียมนำภาพวาดของตัวเองออกมาประมูล เพื่อจะนำรายได้ทั้งหมดไปมอบให้กับองค์กรที่ช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19

ซึ่งเจ้าตัวได้ใช้ชื่อโปรเจกต์ว่า #TheearthCharity พร้อมกับแนบแคปชั่นระบุรายละเอียดดังนี้ “เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ณ ปัจจุบัน มีผู้เดือดร้อนจำนวนมาก ผมเองจึงมีความคิดที่อยากจะช่วยเหลือ โดยผมจะนำผลงานภาพวาดของผมเองมาเปิดประมูล เพื่อนำเงินที่ได้จากการประมูลทั้งหมด (โดยไม่หักค่าใช้จ่าย) บริจาคและช่วยเหลือตามมูลนิธิหรือโรงพยาบาลต่างๆ จะเปิดประมูลผ่าน ทวิตเตอร์ @EarthOfficialFC”

โดยภาพวาดมีทั้งหมด 7 ภาพด้วยกัน วาดด้วย สีอะคลิลิค ไม่ว่าจะเป็นภาพทุ่งดอกเดซี่ , วิวบนยอดเขา ตอนไปถ่ายทำซีรี่ส์นิทานพันดาว , ภาพวาดเมือง Edinburgh ประเทศสกอตแลนด์ ที่ได้ไปท่องเที่ยวมา

แฟนๆ ที่อยากร่วมทำบุญกับ เอิร์ท พิรพัฒน์ และได้ภาพวาดสวยๆ ไปครอบครอง ก็ไปร่วมประมูลได้ผ่านทวิตเตอร์ @EarthOfficialFC และจะเปิดประมูล เวลา 12.00 น. วันจันทร์ ที่ 23 สิงหาคม โดยจะปิดประมูลในวันพุธ ที่ 25สิงหาคมนี้ เวลา 12.00 น.

ถั่วแระ edamame คืออะไร สรรพคุณและวิธีการใช้ ประโยชน์ที่คุณไม่ควรพลาด

ถั่วแระ
ถั่วแระ

ถั่วแระ edamame คืออะไร สรรพคุณและวิธีการใช้ ประโยชน์ที่คุณไม่ควรพลาด บางทีคุณอาจไม่รู้แน่ชัดว่าอาหารนี้คืออะไร คุณสมบัติคืออะไร Edamame เป็นฝักหรือถั่วเขียวของถั่วเหลืองถูกเก็บสะสมก่อนจะโตเต็มที่ พวกมันเป็นสีเขียว ซึ่งเป็นสีที่คล้ายกับถั่วและถั่วที่เรารู้จักมาก มาจากตระกูลถั่วและมีขนาดเล็ก ใน ฝักถั่วเหลืองสีเขียว เราพบถั่วมัดระหว่าง 2 หรือ 3 ชุด และมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างถั่ว

คุณสมบัติ Edamame

ต่อไปเราจะบอกคุณว่าสรรพคุณและประโยชน์ของถั่วแระญี่ปุ่นมีอะไรบ้าง

  • เป็นแหล่งที่มาของ โปรตีนจากพืช
  • โดดเด่นด้วยเนื้อหาที่ยอดเยี่ยมใน แคลเซียมและธาตุเหล็ก
  • อาหารนี้คือ ไขมันต่ำซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดหรือควบคุมคอเลสเตอรอล
  • มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระเนื่องจากมีส่วนประกอบของ content ไอโซฟลาโวน ไอโซฟลาโวนช่วยผู้หญิง วัยหมดประจำเดือน เพื่อรักษาผิวและร่างกายที่ดี
  • El Edamame, เข้มข้นแมกนีเซียมแร่ธาตุที่ปรับปรุงสุขภาพกระดูก
  • ปริมาณธาตุเหล็กสูงและโปรตีนคุณภาพสูงทำให้เป็นอาหารที่สามารถเติมพลังงานให้เราได้
  • มีเนื้อหาสูงใน ไฟเบอร์. สำหรับทุกคน ถั่วแระญี่ปุ่น 100 กรัม เราได้ไฟเบอร์ 8 กรัม
  • เป็นอาหารที่ปราศจากกลูเตน ดังนั้นผู้ที่แพ้กลูเตนสามารถรับประทานได้โดยไม่มีปัญหา
  • เก็บของเรา ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง
  • เป็น แหล่งพลังงานที่ดี
  • ขอแนะนำให้คน โรคเบาหวาน
  • ลด ปัญหาไต
  • มันช่วยปรับปรุง สุขภาพกระดูกของเรา
  • ป้องกัน โรคโลหิตจาง เพราะมีไฟเบอร์สูง

Edamame ที่มาจากถั่วเหลือง มันยังเพิ่มดัชนีของเราในสารต่อไปนี้:

  • โปรตีนจากพืช
  • ไฟเบอร์.
  • Calcio
  • เหล็ก.
  • ไอโซฟลาโวน
  • วิตามินเค
  • โพแทสเซียม.
  • แมกนีเซียม.
  • แมงกานีส.

คุณกินอย่างไร

El Edamame มันง่ายมากที่จะกินมันถูกจัดเตรียมอย่างรวดเร็วและผลลัพธ์ก็ยอดเยี่ยม เวลากิน ฝักจะเปิดออกโดยใช้ฟันหรือมือ ใช้ลิ้นเก็บเมล็ดข้าวไว้ข้างในและทิ้งฝักทิ้ง มันเหมือนกับการกินท่อ

ที่พบมากที่สุดและเรียบง่ายคือ ต้มมัน ในน้ำด้วยเกลือเล็กน้อย ประมาณ 3 หรือ 5 นาที เมื่อต้มแล้ว เราสามารถทานกับน้ำมันและเกล็ดเกลือหรือเครื่องเทศก็ได้ ในทางกลับกัน เราสามารถเอาเมล็ดธัญพืชออกแล้วใส่ในสลัด หรือผัดในกระทะด้วยซีอิ๊วเล็กน้อยและกระเทียมสับ