รีวิว All The Bright Places ประกายความหวังส่องสว่างในวันมืดมน

รีวิว All The Bright Places
รีวิว All The Bright Places

รีวิว All The Bright Places ประกายความหวังส่องสว่างในวันมืดมน หนังโรแมนติกดราม่า ที่ไม่ตอบโจทย์คนชอบหนังหวานแหวว  มีประเด็นโรคซึมเศร้าในคาแร็คเตอร์ตัวละคร ดำเนินเรื่องเรื่อยๆพล็อตไม่หวือหวา เป็นหนังรักในอีกเวอร์ชั่นที่ต้องย้ำอีกทีว่าไม่หวานถ้าดูแบบไม่คาดหวังอะไรเลยได้ก็จะดี เป็นเรื่องราวของ ไวโอเล็ต มาร์กีย์ หญิงสาวที่สูญเสียพี่สาวที่รักของเธอจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งได้เปลี่ยนให้เธอกลายเป็นหญิงสาวที่แบกความเศร้าหมองเอาไว้ตลอดเวลา จนเมื่อเธอได้มาเจอกับชายหนุ่มชื่อว่า ธีโอดอร์ ฟินซ์ ที่เขาจะมาเปลี่ยนชีวิตของเธออีกครั้ง เขาได้โผล่เข้ามาในช่วงชีวิตของเธอที่ยากลำบาก เขาได้ดึงเธอออกจากความเศร้า ด้วยการพาเธอไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆในเมือง แต่การมอบความสดใสให้กับเธอคนนี้แต่จริงๆแล้วตัวฟินซ์เองนั้นก็มีบางอย่างที่มืดมนและอ้างว้างที่ไวโอเล็ตยากจะเข้าใจ

All the Bright Places แสดงนำโดยนักแสดงหน้าตาน่ารักอย่างแอลล์ แฟนนิง (Elle Fanning) หรือที่รู้จักกันดีในบทเจ้าหญิงออโรร่าในมาเลฟิเซนท์ ในเรื่องนี้เธอรับบทเป็น ไวโอเล็ต หญิงสาวอายุ 17 ปีที่สูญเสียพี่สาวจากอุบัติเหตุรถยนต์ ทำให้เธอเศร้าในเหตุการณ์และเลือกที่จะเก็บตัวและไม่ออกไปไหนเลยนอกจากโรงเรียน ดูหนังไทย

หนังโรแมนติกดราม่า All the Bright Places แสงแห่งหวังที่ทุกฝั่งฟ้า จุดเริ่มต้นของของเรื่องราวเริ่มขึ้นในเช้าวันหนึ่ง ไวโอเล็ต เธอกำลังยืนเศร้าเสียใจบนราวสะพานแห่งหนึ่ง ในตอนนั้นเองฟินซ์ (จัสติส สมิธ) เขาก็ได้เห็นไวโอเล็ตแล้วก็คิดว่าเธอกำลังจะฆ่าตัวตาย ฟินซ์เลยเข้าไปพูดคุยเพื่อให้ไวโอเล็ตยอมลงจากราวสะพาน หลังจากนั้นทั้งคู่ก็พบกันอีกครั้งในห้องเรียน ในคาบเรียนวิชาภูมิศาสตร์อาจารย์ได้สั่งงานให้เด็กในห้องเรียนจับคู่กันเพื่อที่จะไปเก็บภาพสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าทึ่งในอินดิแอนามาอย่างน้อยสองแห่ง ด้วยความที่ฟินซ์ได้เห็นบางสิ่งที่อยู่ภายในใจของตัวไวโอเล็ต เขาก็เลยพยายามขอให้ไวโอเล็ตมาจับคู่ทำงานด้วยกัน

เรื่องก็ได้ดำเนินเรื่อยๆ ฟินซ์ ชายหนุ่มที่โผล่เข้ามาในจังหวะที่ยากลำบากของชีวิตไวโอเล็ตพอดี และดึงเธอให้ผ่านพ้นจากความเศร้าหมอง ด้วยการพาไปเที่ยวตามสถานที่สวยงามต่างๆ ในเมืองด้วยกัน โลกของไวโอเล็ตก็กลับมาสดใสและมีความหมายมากขึ้น ในขณะเดียวกันโลกของฟินช์เองกลับมืดมนและอ้างว้างเกินกว่าที่ไวโอเล็ตจะเข้าใจ ดูหนังไทย

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่สร้างมาจากนิยายขายดีทั่วโลก เป็น หนังรัก ที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกกุ๊กกิ๊ก แต่ออกแนวค่อนข้างที่จะเจ็บปวด ฟินช์ มักจะเก็บซ่อนเรื่องราวของตัวเองเอาไว้ เขามักปกปิดความเศร้าหมองด้วยรอยยิ้มและท่าทางที่ดูเหมือนไม่เป็นไร

ฟินซ์ เขาใช้เวลาเข้าหาไวโอเล็ตเป็นระยะๆ จนในที่สุดเธอเปิดใจและร่วมทำรายงานเกี่ยวกับการค้นหาสถานที่ต่างๆ ในอินดีแอนาเมืองเล็กๆ ที่ทั้งสองอาศัยอยู่ มิติที่น่าสนใจของไวโอเล็ต ในมุมมองของฟินซ์ คือเธอสดใส และแน่นอนว่ามันต่างจากตอนนี้ที่เขาได้พบเธอ ซึ่งตัวของฟินซ์นั้นเชื่อว่าเธอมีมากกว่าหนึ่งสีสัน จากเดิมไวโอเล็ตเป็นนักเขียนเธอชอบจดบันทึก แต่เพราะเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับพี่สาวของไวโอเล็ต ทำให้ต้องห่างหายไปจากการจดบันทึก ฟินซ์ ทำให้เธอกลับมาจับมันได้อีกครั้ง นั่นหมายถึงเธอกำลังกลับมาเป็นคนเดิม เริ่มเข้าสังคม ฟังเพลง กล้านั่งรถยนต์ไปไหนมาไหนกับฟินซ์มากขึ้น

แต่ตัวหนังก็ไม่ได้เล่าในด้านดีเพียงด้านเดียว ยังมีการเล่าถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นหากว่าบุคคลที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตต้องเจอกับสถานการณ์ที่มันตึงเครียด มันก็เป็นเหตุผลที่จะทำให้อารมณ์ของบุคคลนั้นปะทุออกมาจนควบคุมตนเองไม่ได้ และตัวหนังยังสื่อให้เห็นถึงมุมมองทางความคิดของคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอย่าง ฟินซ์ และไวโอเล็ต อย่างเช่นตัวไวโอเล็ต เมื่อเธอต้องนั่งรถหรือต้องออกไปไหนเธอจะเกิดอาการกลัว ส่วนตัวฟินซ์ก็เป็นคนที่มีความคิดที่ค่อนข้างแปลก จนบางครั้งก็ทำอะไรลงไปโดยไม่มีเหตุผล และไม่ได้ตั้งใจ ที่สำคัญพวกเขาก็ต่างก็มีปมในอดีตที่คอยฉุดรั้งเขาเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถที่จะก้าวต่อไปได้อย่างคนปกติ

All The Bright Places เล่าเรื่องเกี่ยวกับบาดแผลในชีวิตของวัยรุ่นสองคนที่พวกเขาต้องรับมือและก้าวข้าม เรื่องเริ่มต้นจากมุมมองของไวโอเล็ต มาร์คีย์ (รับบทโดยแอล แฟนนิ่ง) เด็กสาวที่มีภาวะซึมเศร้าจากเหตุการณ์ที่พี่สาวประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต วันหนึ่งเธอยืนไปหยุดที่สะพานและครุ่นคิดว่าจะกระโดดลงจากตรงนั้นดีหรือไม่ แต่ธีโอดอร์ ฟินช์ (รับบทโดยจัสติส สมิธ) ผ่านมาเห็นเข้าและเกลี้ยกล่อมให้เธอก้าวออกมาจากขอบสะพาน หลังจากนั้น ธีโอดอร์พยายามตีสนิทกับไวโอเล็ต โดยการจับคู่กับเธอทำงานกลุ่ม ทั้งสองต้องทำรายงานเกี่ยวกับสถานที่สำคัญในอินเดียนา ธีโอดอร์ได้พาไวโอเล็ตไปยังสถานที่สวยงามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจุดสูงสุดของอินเดียนา รถไฟเหาะทำเองที่สวนหลังบ้าน ต้นไม้ที่มีรองเท้าแขวนอยู่เต็มไปหมด หรือกำแพงกราฟฟิตีที่พูดเรื่องความตาย และทั้งสองก็พัฒนาความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน อดีตอันมืดหม่นของธีโอดอร์ก็เผยตัวออกมาให้เห็นในรูปแบบของการหายหน้าไปจากเพื่อนฝูงและโรงเรียนเป็นสัปดาห์เสียเฉยๆ

หนังมีองค์ประกอบเกี่ยวกับความรักและความเจ็บปวดจากการพรากจากคนที่รัก ไม่ต่างจาก The Fault In Our Stars แต่ให้ความสำคัญกับความเจ็บป่วยทางจิตใจ โทนของหนังเริ่มแรกดูเหมือนหนังรักระหว่างวัยรุ่น โดยที่ตัวละครทั้งสองผูกพันกันผ่านบาดแผลในอดีต และดูจะให้ความสำคัญกับความรักในฐานะสิ่งเยียวยาจิตใจ แต่ครึ่งหลังของหนังพาผู้ชมไปพบกับก้นบึ้งอันดำมืดที่ธีโอดอร์ต้องเผชิญและไม่อาจข้ามผ่านไปได้

หนังไม่ได้บอกชัดเจนว่าความเจ็บป่วยทางจิตที่ธีโอดอร์เผชิญอยู่เรียกว่าอะไร แต่ในฉบับหนังสือ ระบุไว้ว่าเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder) ธีโอดอร์มักรู้สึกว่าความคิดของเขาแล่นเร็วเกินจนเขาต้องเขียนมันลงบทกระดาษและแปะไว้เต็มห้องนอน หลายข้อความในนั้นก็เป็นข้อความเชิงบวกที่ผลักดันให้เขาใช้ชีวิตต่อไปอย่างปกติ เวลาที่เขามีพลังงานล้นเหลือ เขามักจะออกไปวิ่ง และยังสร้างแรงบันดาลใจให้ไว้โอเล็ตก้าวข้ามบาดแผลของตัวเองด้วยการพาไปเที่ยวในที่ต่างๆ แต่เมื่อเขาเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า เขาจะหายหน้าจากผู้อื่นไปและใช้เวลาอยู่คนเดียว นอกจากนั้น ธีโอดอร์ยังมีพฤติกรรมรุนแรงเขาชกต่อยกับเพื่อนที่โรงเรียน จนผู้คนต่างกล่าวว่าเขาเป็นคนอันตราย และเป็น ‘ตัวประหลาด’ (freak)

สาส์นสำคัญอย่างหนึ่งของหนัง อาจเป็นการแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่จมอยู่กับความมืดมิดนั่นเองที่รู้ว่าชีวิตของคนเราสว่างไสวได้มากแค่ไหน เหมือนกับที่ธีโอดอร์ให้ข้อคิดกับไวโอเล็ตในการใช้ชีวิตได้ ทั้งที่เขาก็แบกรับปัญหาของตัวเอง เราจะได้เห็นพัฒนาการของไวโอเล็ตผ่านรอยยิ้มที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ ในระหว่างใช้เวลาร่วมกันกับธีโอดอร์ เราเห็นเธอกล้าขึ้นรถอีกครั้ง หรือแม้กระทั่งขับรถไปตามหาธีโอดอร์ในตอนท้ายเรื่อง จากที่เธอปฏิเสธจะทำเช่นนั้นมาตลอด

ความรักดูจะเป็นสาส์นสำคัญอีกหนึ่งข้อในหนังเรื่องนี้ หนังนำเสนอความรัก โดยเฉพาะระหว่างหนุ่มสาว ในฐานะแรงขับที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ ซึ่งเป็นค่านิยมที่เห็นได้ทั่วไปในหนังแนว Coming of Age ซึ่งหากพูดตามหลักจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์แล้วก็นับว่าสอดคล้องกัน เพราะ ‘สัญชาตญาณมุ่งเป็น’ (Eros หรือ Life Instinct) ซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่กระตุ้นให้มนุษย์แสวงหาความพึงพอใจในการใช้ชีวิต หรือป้องกันตนเองนั้น แสดงออกในรูปแรงขับทางเพศ ที่ไม่ใช่เพียงอารมณ์ทางเพศเท่านั้น แต่เป็นการแสวงหาการได้รับการยอมรับหรือเป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่าง

หนังดูจะให้ความสำคัญกับองค์ประกอบทางครอบครัวที่มีผลต่อผู้มีสภาวะทางจิต เรารู้ได้ว่าธีโอดอร์มีแผลเป็นตามร่างกายจากการที่พ่อเขาทำร้ายมาตั้งแต่เด็ก แม่ของเขาไม่ค่อยอยู่บ้าน และพี่สาวของเขาก็ทำงานตลอดเวลา เขาพยายามค้นหาสาเหตุว่าเหตุใดเขาจึงมีพฤติกรรมรุนแรง และสืบสาวกลับไปยังเรื่องพ่อ แต่ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าพ่อมีเหตุผลอย่างไรจึงต้องทำเช่นนั้น นี่เป็นแรงผลักดันที่ทำให้เขาตัดสินใจครั้งสำคัญตอนท้ายเรื่อง

อย่างไรก็ตาม หนังดูจะให้น้ำหนักกับภูมิหลังของธีโอดอร์น้อยไปหน่อย และใช้เวลากับการเล่าถึงความรักระหว่างวัยรุ่นค่อนข้างมาก ทำให้รู้สึกเหมือนขาดอะไรบางอย่างไป แต่เรื่องเศร้าในหนังนั้นก็ให้ความรู้สึกเหมือนการชำระล้างจิตใจ (Catharsis) และเกิดความสะทกสะเทือนในอารมณ์จนต้องหันกลับมามองตนเองและคนรอบข้างว่ามีบาดแผลใดที่ยังไม่ได้เยียวยาอยู่หรือไม่

หนังโทนทึมๆ เรียบๆเปิดมาด้วยมุมมองของเด็กหนุ่มธีโอดอร์ ฟินซ์ พบเจอกับเด็กสาวที่ขอบสะพาน ใบหน้าที่ว่างเปล่าจดจ้องมองไปยังด้านล่าง เป็นมุมมองแรกที่เขามีต่อเธอและสิ่งแรกที่เขาอยากทำคือปลดปล่อยเธอออกจากพันธนาการของความทุกข์ที่กำลังเผชิญ ฟินซ์ใช้เวลาเข้าหาไวโอเล็ต มาร์กีย์เป็นระยะ จนในที่สุดเธอเปิดใจและร่วมทำรายงานเกี่ยวกับการค้นหาสถานที่ต่างๆในอินดีแอนาเมืองเล็กๆที่ทั้งสองอาศัยอยู่ มิติที่น่าสนใจของไวโอเล็ต มาร์กีย์ในมุมมองของฟินซ์คือเธอสดใส แน่นอนว่ามันต่างจากตอนนี้ที่เขาได้พบเธอ ซึ่งตัวเด็กหนุ่มมองมันจากข้างในและเชื่อว่าเธอมีมากกว่าหนึ่งสีสันจากเดิมเด็กสาวเป็นนักเขียน ชอบจดบันทึกแต่เพราะเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับตัวไวโอเล็ตและพี่สาว ทำให้ต้องห่างหายไป ฟินซ์ทำให้เธอกลับมาจับมันได้อีกครั้งนั่นหมายถึงว่าเธอกลับมาเป็นคนเดิมที่เคยทิ้งไป เริ่มเข้าสังคม ฟังเพลงกล้านั่งรถยนต์ไปไหนกับฟินซ์ได้อย่างอิสระเสรี ภาพของไวโอเล็ตจบที่ตรงนั้นและตัดเข้าสู่โลกของฟินซ์แทน โลกที่ดำดิ่งลึกลงไปมันดูกว้างจนน่ากลัวและทุกครั้งที่สงสัยก็มักจะไม่ได้คำตอบใดๆกลับมา มุมมองของไวโอเล็ตที่มีต่อฟินซ์ทำให้คนดูอย่างเราเริ่มเคลือบแคลงในตัวเด็กหนุ่มคนนี้อีกครั้งว่าทำไมคนที่เราดูมาตั้งแต่ต้นเรื่อง ความธรรมดา ความบ้าบิ่น พิลึกพิลั่นของเขาถึงมีอีกสิ่งที่ครอบงำเขาไว้ตลอดเวลา น่าแปลกนะคนที่พยายามจะเยียวยาใครหลายๆคน คนที่อยากให้ทุกคนมีความสุขแต่ตัวเขาเองนั่นแหละที่อันตรายที่สุด สิ่งที่อันตรายคืออะไรน่ะหรอ คือการที่เขาไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นอะไรอยู่เขาอยากจะค้นหามัน อยากจะระงับแต่ยิ่งทำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งพบกับความว่างเปล่าและเพื่อนที่ดีที่สุดของเขาคือความตายนั่นเอง กว่าไวโอเล็ตจะค้นหาความทุกข์ของเขาเจอฟินซ์ก็ได้เลือกคำตอบที่ต้องการมานานไปเสียแล้ว

ไวโอเล็ต หญิงสาวอมทุกข์ที่สูญเสียพี่สาวไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอแบกความเศร้าเอาไว้บนบ่าและใบหน้า เปลี่ยนไปจากคนเดิมที่เคยเป็น จนได้มาเจอกับฟินช์ ชายหนุ่มที่โผล่เข้ามาในจังหวะที่ยากลำบากของชีวิตพอดี และฉุดเธอให้ผ่านพ้นจากความหม่นหมองในชีวิต ด้วยการพาไปท่องเที่ยวตามสถานที่สวยงามต่างๆ ในเมืองด้วยกัน โลกของเธอสดใสและมีความหมายมากขึ้น ในขณะเดียวกันโลกของฟินช์เองกลับมืดมนและอ้างว้างเกินกว่าที่ไวโอเล็ตจะเข้าใจ

เตรียมโบกมือลาเดือนแห่งความรักด้วยภาพยนต์โรแมนติกดราม่าอย่าง All The Bright Places ซึ่งก็ตามนั้นเลยว่าเป็นโรแมนติกดราม่าจริงๆ เป็นหนังรักที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกกุ๊กกิ๊กดูแล้วบิดหมอนนะต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน (ถึงเห็นหน้าไวโอเล็ตแล้วโลกจะสดใสก็เถอะ) หนังเปิดมาด้วยตัวละครหลักที่ประสบความเจ็บปวดในชีวิต ไวโอเล็ตสูญเสียคนในครอบครัวที่เป็นทั้งพี่สาวและเพื่อนสนิท การแสดงออกถึงความเจ็บปวดของเธอคือการปิดกั้นตัวเองออกจากสังคม ปลีกตัวแยกออกมา ส่วน ฟินช์เองก็เคยสูญเสียคนสำคัญไปเช่นกัน แต่การตอบสนองต่อความเจ็บของฟินช์จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากไวโอเล็ต (ถึงทั้งคู่ดูรวมๆ เป็นการหนีปัญหาคล้ายๆ กัน) ฟินช์จะเก็บซ่อนเรื่องราวของเขาเอาไว้ปกปิดด้วยรอยยิ้มและท่าทางที่ดูว่าเขาไม่เป็นไร ซึ่งเราชอบตรงนี้นะ คนเราไม่จำเป็นต้องแสดงออกเวลาเศร้าเหมือนกัน (เป็นเรื่องที่จริงๆแล้วทุกคนรู้แต่บางทีอาจจะไม่ทันได้คิด) อะมาต่อ และมันก็เป็นหนังรักที่ (มักจะ) ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายนึงชอบกัน ในเรื่องนี้ตกเป็นของฝ่ายพระเอก ฟินช์ที่เจอไวโอเล็ตครั้งแรกตรงสะพาน ขอขยายความว่ามันไม่ใช่การเจอกับบนสะพาน แต่เป็นการเห็นไวโอเล็ตยืนอยู่บน ขอบสะพาน (สาวสวยผมบลอน์ตาเศร้า) พอฟินช์เดินเข้าไปปรากฏว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่บนนั้นคือ ไวโอเล็ต ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นเพื่อนร่วมชั้นเดียวกับเขา และนั้นคือจุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้

หลังจากที่ฟินช์เจอไวโอเล็ตในสถานะการณ์แบบนั้น ฟินช์ก็ทำตัวเป็นพระเอก (…) ที่ทั้งดมกลิ่นหาและพยายามเยียวยาไวโอเล็ตจากความหม่นหมองที่ครอบคลุมเธออยู่ ประจวบเหมาะกับ อาจารย์วิชาภูมิศาสตร์ที่สั่งโปรเจ็กต์คู่ให้ไปค้นหาสถานที่ต่างๆ ของเมืองและเขียนถึงความงดงามของสถานที่ที่ไปมา ซึ่งก็เข้ากับสถานะการณ์ดี บางทีความเศร้าก็แก้ได้ด้วยการออกไปค้นหาสิ่งธรรมดาที่สวยงาม (แต่เราว่าหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้เหมาะกับคนเศร้าที่ดูแล้วจะหายเครียดนะ) รวมๆแล้วสำหรับตัวเราเองเรียกว่าเป็นหนังรักได้ไม่เต็มปากมันกึ่งๆ ให้ความรู้สึกเป็นเพื่อนที่เข้าใจกันมากกว่า

ตอนที่เราดูเรื่องนี้ฉากแรกๆ รู้สึกถึงความแปลกแยกของตัวละครหลักทั้งสองคนมากๆ (กับกลุ่มเพื่อน อาจารย์ ครอบครัว) และยังรู้สึกถึงความเข้าใจของฟินช์ที่มีต่อไวโอเล็ต เป็นอารมณ์แบบที่คนประสบปัญหาแบบเดียวกันสามารถมีความเข้าใจต่อกันได้โดยไม่ต้องการคำอธิบาย เป็นความอบอุ่นแบบไม่มีบทพูด แล้วฟินช์ก็ยังมีความแปลกประหลาดที่ดูจริงใจจึงเป็นการเพิ่มความรู้สึกปลอดภัยให้กับไวโอเล็ตได้ไม่ยาก ซึ่งเราจะขอแบ่งหนังเรื่องนี้เป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือส่วนแรกที่ฉายให้เห็นถึงปัญหาของนางเอก เรื่องของความสูญเสียและได้รับการปลอบประโลมจากฟินช์ ส่วนหลังคือส่วนที่นางเอกเริ่มรับรู้ว่าจริงๆ แล้วคนที่เข้ามาช่วยเราเนี่ย เป็นคนที่ต้องการความช่วยเหลือสุดๆ เหมือนกัน

สรุปสั้นๆเลย All The Bright Places ก็เป็นหนังโรแมนติกดราม่า ที่ไม่ตอบโจทย์คนที่ชอบหนังรักจ๋า ตัวหนังยังเอื่อยอยู่ พล็อตไม่หวือหวาอะไรนัก เราไม่รู้ว่าอารมณ์อึนๆ นี่คือจุดขายของหนังหรือเปล่า แต่ก็เป็นรสฝาดติดปลายลิ้นที่ถ้าใครชอบก็คงไม่ว่า แต่เกิดไม่ถูกใจขึ้นมาก็เสียอารมณ์ไปเลย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Previous post นิวนิว เอวเด้ง โสดแล้วฮอตมาก บอกใจเย็นๆ ถูกทักมาจีบจนแชทจะระเบิดแล้ว
Next post ตั๊กแตน ชลดา ดึงล็อตเตอรี่สดๆ จากแผง งวดนี้มาพร้อมความหวัง ได้เลขสวยเต็มมือ